โรงงานผลิตลูกชิ้น เจ้าของแบรนด์หนึ่งของอำเภอเมืองจังหวัดร้อยเอ็ด เผชิญภาวะยอดสั่งซื้อหดตัวอย่างหนักในปีนี้ เจ้าของกิจการเปิดเผยว่าระดับการผลิตและจัดส่งลดลงจนเทียบได้ว่าหนักยิ่งกว่าสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19
ตัวเลขการสั่งซื้อจากอดีตถึงปัจจุบัน
วรจิตร ท่าน้ำเที่ยง (ชื่อเล่น "ตุ๊กตา") เจ้าของโรงงานลูกชิ้นแบรนด์กันชัย เล่าให้ฟังถึงเส้นทางธุรกิจและปัจจัยที่กดดันยอดขาย พบว่าธุรกิจเริ่มต้นผลิตลูกชิ้นจริงจังในปี พ.ศ. 2563 ขณะที่ยอดสั่งซื้อในปีแรกอยู่ที่ประมาณ 200–300 กิโลกรัมต่อวัน จากนั้นเคยขยับเพิ่มจนถึงจุดสูงสุดที่เคยส่งได้ถึง 1,000 กิโลกรัมต่อวัน แต่ในปีนี้ออเดอร์ตกลงมาก เหลือเพียงประมาณ 400–500 กิโลกรัมต่อวัน
| ช่วงเวลา | ยอดสั่งซื้อโดยประมาณ (กก./วัน) |
|---|---|
| เริ่มขายจริง (พ.ศ. 2563) | 200–300 |
| จุดสูงสุด | ประมาณ 1,000 |
| ปีปัจจุบัน | ไม่ถึง 400–500 |
ปัจจัยที่ส่งผลต่อยอดขาย
จากการพูดคุย เจ้าของกิจการระบุว่า สาเหตุหลักมาจากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่ลดลง กระทบต่อร้านอาหารและผู้ค้ารายย่อยซึ่งเป็นลูกค้าหลักของโรงงาน โดยสัดส่วนการสั่งซื้อลดลงแม้จำนวนลูกค้าจะยังพอมีอยู่ ประกอบกับการแข่งขันในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมากขึ้นและการบริหารต้นทุนที่ต้องรักษาคุณภาพสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่ง
"ปัจจัยหลักน่าจะมาจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจการจับจ่ายใช้สอยที่น้อยลงไป"
ผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจท้องถิ่น
การที่ร้านก๋วยเตี๋ยว รถเข็นขายลูกชิ้นทอด และร้านค้าปลีกในตลาดสดขายได้น้อยลง ส่งผลต่อปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบจากโรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำหน้าที่เป็นผู้ขายปลายทางจึงลดคำสั่งซื้อ ทำให้โรงงานต้องปรับลดการผลิตและบริหารต้นทุนให้รัดกุมขึ้น
- ยอดขายหายไปกว่า ครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับช่วงพีก
- ลูกค้ารายเดิมยังเลือกซื้อเพราะคุณภาพ แต่สั่งปริมาณน้อยลง
- ผู้ประกอบการเร่งหาช่องทางใหม่เพื่อประคับประคองกิจการ
แนวทางการปรับตัวของโรงงาน
เพื่อให้กิจการเดินต่อ เจ้าของแบรนด์ระบุว่าจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นหนึ่งในมาตรการรองรับสถานการณ์และขยายช่องทางการขาย นอกจากนี้ยังต้องควบคุมต้นทุนและรักษาคุณภาพให้แตกต่างจากสินค้าราคาถูกในตลาดซึ่งมักมีสัดส่วนเนื้อน้อยกว่า
วรจิตรอธิบายว่าจุดเด่นของสินค้าคือการใช้เนื้อสัตว์ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้รสชาติและเนื้อสัมผัสดีกว่าลูกชิ้นผสมบางราย จึงสามารถคงฐานลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพไว้ได้บ้าง แม้ปริมาณการสั่งซื้อจะลดลง
สิ่งที่ต้องจับตามองสำหรับเอสเอ็มอีท้องถิ่น
กรณีของโรงงานลูกชิ้นกันชัยสะท้อนปัญหาที่พบในผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ได้แก่ ความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคภายในประเทศ ภาระต้นทุนที่ต้องรักษาคุณภาพสินค้า และการแข่งขันจากผู้เล่นจำนวนมากในตลาดเดียวกัน สำหรับชุมชนท้องถิ่น ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ผลิตเท่านั้น แต่ทอดยาวไปยังผู้ค้ารายย่อยและแรงงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
แม้ผู้ประกอบการจะมองว่าแนวโน้มปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย แต่การปรับตัวทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การขาย และการควบคุมต้นทุนเป็นหนทางสำคัญที่ช่วยให้กิจการอยู่รอดในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นช่องทางร่วมค้าหรือหาซื้อผลิตภัณฑ์จากโรงงานดังกล่าว เจ้าของกิจการบอกว่าจะใช้การเปิดตัวสินค้าใหม่และขยายช่องทางการขายเป็นตัวช่วยลดผลกระทบระยะสั้น ขณะที่ต้องติดตามสภาวะการจับจ่ายของผู้บริโภคต่อไป