โครงการ รถไฟฟ้าสายสีแดง ส่วนต่อขยาย 2 เส้นทางซึ่งเริ่มเปิดไซต์ก่อสร้างแล้ว ได้แก่ ช่วง ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา และช่วง รังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต มีความหมายสำคัญต่อการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจของพื้นที่รอบด้าน โดยเฉพาะพื้นที่ นครปฐม ที่สถานีศาลายาจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางและศูนย์การพาณิชย์ ตามแผนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
ภาพรวมโครงการและตัวเลขสำคัญ
ข้อมูลจากแผนงานระบุว่า ช่วง ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา มีระยะทางรวม 20.50 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้างประมาณ 14,720 ล้านบาท เป็นทางระดับดิน 13.83 กิโลเมตร และยกระดับ 6.67 กิโลเมตร โดยวางสถานีไว้ 9 แห่งตลอดเส้นทาง ส่วนช่วง รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ มีระยะทาง 8.84 กิโลเมตร ใช้งบก่อสร้างประมาณ 6,057 ล้านบาท เป็นทางระดับดินมี 4 สถานี
| ช่วง | ระยะทาง | งบก่อสร้าง (บาท) | จำนวนสถานี |
|---|---|---|---|
| ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา | 20.50 กม. | 14,720 ล้านบาท | 9 |
| รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ | 8.84 กม. | 6,057 ล้านบาท | 4 |
ไม่เวนคืนที่ดินแต่พัฒนาพื้นที่รอบสถานี
จุดที่น่าสังเกตคือ เส้นทางส่วนใหญ่ใช้แนวที่ดินของการรถไฟเป็นหลักและ ตลอดเส้นทางของช่วงศิริราช-ศาลายาไม่มีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งลดผลกระทบด้านสังคม แต่ร.ฟ.ท.ได้วางแผนพัฒนา ระบบ TOD (Transit-Oriented Development) รอบสถานี โดยศึกษาแนวทางพัฒนาสถานีรังสิตและสถานีศาลายาให้เป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายการเดินทางและพื้นที่พาณิชย์ เพื่อเพิ่มการเชื่อมต่อและใช้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ความร่วมมือและรูปแบบการลงทุน
กรมการขนส่งทางรางได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ในการศึกษาแนวทางพัฒนาพื้นที่หน้า สถานีศาลายา ให้เป็น Transit Hub โดยศึกษารูปแบบการแบ่งปันค่าใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชน เช่น การลงทุนสร้างทางเดินยกระดับ (Skywalk) และลานสถานี (Station Plaza) ซึ่งเป็นตัวอย่างการลงทุนที่ยั่งยืนที่ญี่ปุ่นเสนอให้เป็นต้นแบบ
- แผนออกแบบเชื่อมต่อสองฝั่งสถานีด้วยทางเดินอิสระ
- สกายวอล์กเชื่อมต่อกับอาคารโดยรอบเพื่อการเข้าถึงระบบรางตลอด 24 ชั่วโมง
- การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
ผลกระทบต่อนครปฐมและภูมิภาค
เมื่อพิจารณาบริบทของนครปฐมแล้ว การเชื่อมต่อระบบรางให้ถึงศาลายาและขยายต่อไปยังพื้นที่ในอนาคตจะมีผลในหลายด้าน ได้แก่
หนึ่ง การลดเวลาเดินทางและบรรเทาปัญหาจราจรที่เชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ และปทุมธานี ตลอดจนภูมิภาคทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ ที่มีการสัญจรหนาแน่น สอง การกระตุ้นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์และพาณิชยกรรมใกล้สถานี ทำให้พื้นที่รอบสถานีกลายเป็นทำเลที่ต้องจับตามอง สาม การปรับรูปแบบการใช้พื้นที่สาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับผู้ใช้ระบบขนส่งมวลชน ทำให้การวางผังเมืองมีแรงจูงใจใหม่
แผนการก่อสร้างและเป้าหมายเวลา
การรถไฟแห่งประเทศไทยวางเป้าให้โครงการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ.2572 โดยผู้รับจ้างก่อสร้างคือกลุ่มบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ การเดินหน้าโครงการยังต้องเผชิญความท้าทายด้านการประสานงานระหว่างหน่วยงาน การบริหารจัดการงบประมาณ และการออกแบบเชื่อมต่อกับเขตเมืองเดิม
ข้อพิจารณาเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ
ในแง่นโยบาย รายละเอียดการแบ่งปันค่าใช้จ่ายและบทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนา TOD จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถของโครงการในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวต่อสาธารณะ นอกจากนี้ การออกแบบพื้นที่เชื่อมต่อและการจัดการการจราจรบริเวณสถานียังต้องคำนึงถึงการเข้าถึงของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะ
สำหรับประชาชนในพื้นที่นครปฐมและผู้ประกอบการท้องถิ่น การติดตามรายละเอียดแผนผังสถานี รูปแบบการเข้าถึง และโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีจะเป็นเรื่องสำคัญเพื่อเตรียมตัวรับโอกาสและจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น