จังหวัดศรีสะเกษ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ลงนามส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เพื่อแจ้งคัดค้านแนวคิดการใช้พื้นที่ในจังหวัดเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ ระบุว่าการปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในท้องถิ่น
เนื้อหาสำคัญในหนังสือ
ในหนังสือที่ลงนามโดย นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลจากเครือข่ายคนลุ่มน้ำมูล (คนม.) ที่แสดงความกังวลต่อการใช้พื้นที่ของจังหวัดเป็นจุดหน่วงน้ำ เพื่อไม่ให้กระแสน้ำไหลเข้าไปยังตัวเมืองอุบลราชธานี
จดหมายชี้ว่าการกักหรือหน่วงน้ำไว้ในพื้นที่เขตจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะบริเวณที่ตั้งของ เขื่อนราษีไศล และ เขื่อนหัวนา อาจทำให้พื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำมูลและพื้นที่ใกล้เคียงประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ส่งผลต่อที่ทำกิน บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างของประชาชน
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและจิตวิทยาการลงทุน
จดหมายฉบับดังกล่าวยังเน้นถึงผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อการผลิตและการลงทุนโดยชี้ว่า การบริหารจัดการน้ำที่มีการหน่วงน้ำไว้ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและประชาชนลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่การชะงักหรือเลื่อนการลงทุน ส่งผลต่อการสร้างรายได้และอาชีพในพื้นที่
ข้อความในหนังสือขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อจังหวัดศรีสะเกษ
บริบทปัญหาและความขัดแย้งข้ามจังหวัด
ปัญหาการบริหารจัดการน้ำข้ามเขตจังหวัดระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมชลประทาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายชุมชน ประเด็นการใช้พื้นที่หน่วงน้ำเพื่อปกป้องเมืองปลายน้ำจากน้ำท่วม มักก่อให้เกิดการถกเถียงเมื่อต้องแลกกับความเสี่ยงที่อาจตกแก่พื้นที่ระหว่างทางหรือพื้นที่ต้นน้ำ
- พื้นที่ที่ถูกอ้างถึง: เขื่อนราษีไศล, เขื่อนหัวนา
- ผู้ส่งหนังสือ: ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
- ผู้รับหนังสือ: ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี
| หัวข้อ | สาระสำคัญ |
|---|---|
| การใช้พื้นที่หน่วงน้ำ | จังหวัดศรีสะเกษคัดค้านและเรียกร้องให้พิจารณาผลกระทบ |
| ผลกระทบต่อชุมชน | น้ำท่วมที่ทำกิน บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงผลต่อการลงทุน |
| หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | ผู้ว่าฯ สองจังหวัด หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ และเครือข่ายชุมชน |
ความเห็นทางนโยบายและทางปฏิบัติ
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการประสานงานแบบบูรณาการระหว่างจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการที่สมดุลระหว่างการปกป้องเมืองปลายน้ำกับการคุ้มครองสิทธิและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่กลางน้ำและต้นน้ำ
มาตรการเช่นการวางแผนแม่บทการบริหารจัดการลุ่มน้ำ การใช้ข้อมูลอุทกศาสตร์และแบบจำลองน้ำเพื่อประเมินผลกระทบ และการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชุมชน affected ควรถูกนำมาพิจารณาเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่สร้างความเสียหายแบบถาวรให้กับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
ทิศทางต่อไป
ขณะนี้ข้อเรียกร้องของจังหวัดศรีสะเกษถูกส่งไปยังจังหวัดอุบลราชธานี และจะต้องติดตามว่าฝ่ายผู้รับหนังสือ รวมถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำ จะตอบสนองอย่างไร ทั้งการหารือร่วม การใช้ข้อมูลทางวิชาการ หรือการเปิดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังผลกระทบจากประชาชนในพื้นที่
เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของความท้าทายในการบริหารทรัพยากรน้ำในภูมิภาคที่ต้องอาศัยการประสานระหว่างภาครัฐ ชุมชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและยั่งยืนต่อทั้งคนในพื้นที่และเมืองปลายน้ำ