ภูเก็ต — ความท้าทายด้านการจัดการขยะมูลฝอยของจังหวัดภูเก็ตถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นสำคัญในการแถลงข่าวการจัดงาน Thailand Greenest Cities Forum & Expo @Phuket 2026 โดยผู้ร่วมจัดประกอบด้วยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต กฎบัตรไทย สมาคมการผังเมืองไทย หน่วยงานท้องถิ่น และภาคธุรกิจพันธมิตร ซึ่งเสนอแนวทางจัดการขยะอาหารเชิงรุกภายใต้หลักการ “แยก-ย่อย-ใช้” เพื่อมุ่งเป้าลดขยะอาหารให้ได้ถึง ร้อยละ 80 ภายในปี พ.ศ. 2583
สถานการณ์ปัจจุบันและข้อกังวล
จากข้อมูลสาธารณะที่อ้างถึงในงาน ระบุว่าขยะมูลฝอยทั้งเกาะภูเก็ตมีปริมาณที่ถูกส่งไปยังศูนย์กำจัดมูลฝอยสะพานหินประมาณ 1,200–1,300 ตันต่อวัน แต่เตาเผาที่มีอยู่สามารถรองรับได้เพียงประมาณ 700 ตันต่อวัน ส่งผลให้มีปริมาณที่ต้องเข้าสู่บ่อฝังกลบอยู่ที่ราว 500–600 ตันต่อวัน
กรมควบคุมมลพิษชี้แจงว่าขยะอาหารมีสัดส่วนค่อนข้างสูง คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 39 ของขยะมูลฝอยชุมชน เมื่อนำสัดส่วนนี้มาประมาณการณ์กับปริมาณขยะรวมของจังหวัด พบว่า เศษอาหารของภูเก็ตน่าจะอยู่ในช่วง 470–500 ตันต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ล้นออกจากความสามารถของเตาเผาอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ย้ายการจัดการไปที่ต้นทาง
นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิลเลี่ยน อินโนเวชั่น จำกัด หนึ่งในผู้ร่วมงาน ระบุว่า ปัญหาที่แท้จริงมาจากการพยายามแก้ที่ปลายทาง ขณะที่กำลังการรองรับของโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ จึงเสนอให้ย้ายจุดจัดการขยะอาหารกลับไปที่ต้นทางเพื่อให้การจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
"ถ้าจัดการเศษอาหารที่ต้นทางได้ ในปริมาณเพียงครึ่งหนึ่ง ภูเก็ต แทบไม่ต้องเพิ่มปริมาณการฝังกลบเลย และไม่ต้องรอเตาเผาหัวที่สอง"
หลักคิดที่ถูกหยิบยกคือการเริ่มจากผู้ก่อขยะรายใหญ่ ได้แก่ ตลาดสด โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และสถานศึกษา ซึ่งมีจุดน้อยแต่ปริมาณขยะต่อจุดสูง หากสามารถแยกและย่อยขยะตั้งแต่แหล่งกำเนิด จะช่วยลดน้ำหนักขยะและต้นทุนการขนย้าย ขณะเดียวกันยังสามารถนำผลผลิตจากการย่อยไปใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรหรือการปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองได้ทันที
- แยก — เริ่มจากผู้ก่อขยะรายใหญ่ แยกเศษอาหารตั้งแต่ต้นทาง
- ย่อย — ติดตั้งระบบย่อยหรือคอมโพสท์ในพื้นที่เพื่อลดน้ำหนักก่อนขนย้าย
- ใช้ — จับคู่ผลผลิตจากการย่อยกับภาคเกษตรและงานภูมิทัศน์เมือง
เครื่องมือทางการเงินและกฎระเบียบที่เสนอ
ผู้เสนอแนวทางชี้ว่าเครื่องมือเชิงนโยบายที่ชัดเจนจะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงได้ หนึ่งในข้อเสนอคือการใช้ระบบค่าธรรมเนียมขยะแบบแปรผันตามปริมาณ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถออกข้อบัญญัติได้เพื่อเป็นแรงจูงใจให้องค์กรหรือกิจการลดปริมาณขยะ นอกจากนี้ยังสนับสนุนข้อกำหนดอาคารเขียวสำหรับอาคารใหม่ แต่ย้ำว่ากฎหมายพื้นฐานสำหรับการจัดการขยะมีอยู่แล้วและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที
ผลประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว
การลดขยะอาหารไม่เพียงลดปริมาณที่ต้องฝังกลบและลดแรงกดดันต่อเตาเผาเท่านั้น แต่ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายแบบไร้อากาศ และลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัยซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของภูเก็ต ในจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยแข่งขันสำคัญ
| ตัวชี้วัด | ปริมาณ (ตัน/วัน) |
|---|---|
| ขยะรวมส่งศูนย์กำจัด | 1,200–1,300 |
| กำลังการเผา | 700 |
| ปริมาณที่ต้องฝังกลบ | 500–600 |
| สัดส่วนขยะอาหาร | ประมาณร้อยละ 39 |
| ประมาณเศษอาหาร | 470–500 |
การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการจัดการขยะอาหารที่ต้นทางต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และประชาชน การทดลองโมเดลในพื้นที่จำกัด เช่น ตลาดใหญ่หรือโรงแรมกลุ่มแรก น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรม ก่อนขยายผลสู่ระดับจังหวัด
งาน Forum & Expo ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 กันยายน พ.ศ. 2569 ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ และจับคู่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีการจัดการขยะกับผู้ก่อขยะเพื่อเริ่มโครงการนำร่อง หากนโยบายและกลไกทางการเงินผสานกับการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการท่องเที่ยวและตลาดสดได้สำเร็จ ภูเก็ตมีโอกาสแสดงโมเดลการจัดการขยะอาหารที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้
สำหรับผู้อ่านที่เกี่ยวข้อง หากต้องการร่วมงานหรือหาข้อมูลเพิ่มเติม ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานที่ร่วมจัดงานเพื่อเข้าร่วมการประชุมและเวิร์กช็อปที่จะมีการนำเสนอกรณีศึกษาจริงจากพื้นที่นำร่อง