สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตรมีมติชี้มูลความผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงและซ่อมแซมประตูระบายน้ำบริเวณ ดงเศรษฐี ตำบลย่านยาว อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งใช้งบประมาณรวมกว่า 4,484,000 บาท โดยพบความบกพร่องในขั้นตอนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินที่นำไปสู่ความเสียหาย
ข้อเท็จจริงของโครงการและการสอบสวน
โครงการว่าจ้างผู้รับเหมาดำเนินการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 ออกสัญญาจ้างให้บริษัทหนึ่งรับผิดชอบงานซ่อมแซม อย่างไรก็ตามการไต่สวนของ ป.ป.ช. พบว่ามีรายการงานและมูลค่าที่ระบุในเอกสารไม่สอดคล้องกับสภาพหน้างานจริง
จากการตรวจสอบพบว่าโครงสร้างบางส่วนที่ระบุให้ติดตั้งใหม่ เช่น คานเหล็กรูปตัวเอช ซึ่งเป็นส่วนของเครนรางเลื่อนไฟฟ้า (overhead crane) นั้นมีสภาพสมบูรณ์และใช้งานได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ แต่ในเอกสารแนบท้ายสัญญา (BOQ) กลับระบุปริมาณงานสำหรับการติดตั้งคานใหม่และมีการเบิกจ่ายเงินเต็มจำนวน
มูลค่าความเสียหายและการว่าจ้างช่วง
คณะกรรมการไต่สวนประเมินว่าในส่วนของการติดตั้งคานเหล็กใหม่ที่ไม่จำเป็นก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการเป็นเงินประมาณ 333,000 บาท นอกจากนี้ยังตรวจพบการว่าจ้างช่วงงานระบบไฟฟ้าทั้งหมดโดยบุคคลภายนอก ซึ่งตามเอกสารมีมูลค่างานตาม BOQ จำนวน 4,025,700 บาท แต่ผู้รับจ้างช่วงให้ถ้อยคำว่ารับเงินจริงเพียง 1,407,216.49 บาท
การว่าจ้างช่วงดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับบุคคลที่มีส่วนร่วมในการตรวจรับพัสดุของโครงการ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีการจัดสรรงานและเงินที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. นำมาพิจารณา
ผลการพิจารณาและผู้ถูกกล่าวหา
ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 8 เสียง มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาและทางวินัยต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายราย โดยระบุว่ามีความมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และฐานความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
ผู้ที่คณะกรรมการเห็นมีมูลความผิดประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องหลายคน ในขณะที่บุคคลบางรายซึ่งถูกกล่าวหาไม่ได้ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนจึงให้ยกข้อกล่าวหา
การดำเนินการขั้นต่อไปและข้อพิจารณาทางกฎหมาย
คดีนี้ ป.ป.ช. ระบุว่าจะแจ้งผลการพิจารณาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางกฎหมายและวินัยตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งอาจรวมถึงการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการดำเนินคดีหากพบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ
ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการให้ความเห็นคือการตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณงานตาม BOQ การตรวจรับพัสดุ การจัดจ้างช่วง และการเบิกจ่ายเงิน รวมทั้งบทบาทของบุคคลที่มีหน้าที่ตรวจรับงานซึ่งต้องเป็นกลางและตรวจสอบได้
- วงเงินสัญญา : 4,484,000 บาท
- ความเสียหายที่ประเมิน : 333,000 บาท (ส่วนติดตั้งคานเหล็กใหม่ที่ไม่จำเป็น)
- มูลค่างานระบบไฟฟ้าใน BOQ : 4,025,700 บาท
- เงินที่ผู้รับจ้างช่วงอ้างว่าได้รับจริง : 1,407,216.49 บาท
คดีนี้สะท้อนความเสี่ยงของการใช้เงินงบประมาณราชการเมื่องบประมาณและปริมาณงานในสัญญาไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง รวมถึงความจำเป็นของการตรวจสอบการว่าจ้างช่วงอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากรของรัฐ
การดำเนินการของ ป.ป.ช. ในขั้นตอนต่อไปจะเป็นตัวชี้วัดว่าระบบการตรวจสอบภายในและการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตอบสนองต่อการทุจริตเชิงระบบได้อย่างไร ซึ่งประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นต่างจับตามองผลลัพธ์ทางกฎหมายและการบริหารงานต่อไป