กรมชลประทานประกาศเดินหน้าโครงการฟื้นฟูระบบชลประทานในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 17 ครอบคลุมจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยจัดสรรงบประมาณรวมกว่า 108 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมและขุดลอกคลองระบายน้ำทั้งสิ้น 37 โครงการ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือฝนตกหนักและลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรมและเขตเศรษฐกิจของภาคใต้
แผนงานแบ่งตามจังหวัด
งานฟื้นฟูแบ่งเป็น 2 บริเวณหลัก ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จำนวน 20 โครงการ และจังหวัดนราธิวาส จำนวน 17 โครงการ โดยแต่ละโครงการมุ่งปรับปรุงโครงสร้างระบบระบายน้ำและอาคารชลประทานสำคัญ เพื่อให้สามารถรองรับมวลน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับจังหวัดปัตตานี แผนงานเน้นการขุดลอกคลองสายหลักและกำจัดตะกอน พร้อมทั้งซ่อมแซมคันคลอง คอนกรีตดาดคลอง คันกั้นน้ำของแม่น้ำปัตตานี และปรับปรุงอาคารรับน้ำป่า โดยระบุชื่อคลองที่เข้าดำเนินการหลายสาย เช่น D7, D4-14.1R, D3-8.6R, D1-2.2L-1.0R, D4-12.3R และ D11
ส่วนจังหวัดนราธิวาส โครงการจะเน้นพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโก-ลก ในพื้นที่อำเภอตากใบ รวมถึงตำบลโฆษิต เกาะสะท้อน และพร่อน โดยมีการขุดลอกคลองหลายสาย เช่น คลองระบายน้ำ 1 ขวา สาย 5, คลองสาย 1–3 เกาะสะท้อน, คลองทุ่งนาหว่าน, คลอง ร1 ขวา สาย 14 และคลองสาย 13 ตลอดจนการปรับปรุงอาคารรับน้ำป่าและท่อลอดคันคลอง
นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า "กรมชลประทานได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 17 เร่งนำงบประมาณกว่า 108 ล้านบาท เข้าฟื้นฟูโครงสร้างและระบบชลประทานที่เสียหาย ให้กลับมาพร้อมใช้งานและรองรับมวลน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
มาตรการเตรียมความพร้อมเสริม
นอกจากการซ่อมแซมและขุดลอกแล้ว กรมชลประทานยังเร่งมาตรการป้องกันเพิ่มเติมเพื่อให้ระบบระบายน้ำทำงานเต็มศักยภาพ ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ได้แก่
- กำจัดวัชพืชและผักตบชวาที่เป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ
- ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์ และอาคารบังคับน้ำ
- แก้ไขจุดอ่อนของคันกั้นน้ำและท่อลอดเพื่อป้องกันการรั่วซึม
งานปรับปรุงอาคารรับน้ำป่าบางส่วนในพื้นที่นราธิวาสมีการกำหนดกรอบเวลาการดำเนินการอย่างชัดเจน โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเตรียมรับสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงฤดูฝน
ผลกระทบเชิงพื้นที่และความเร่งด่วน
การดำเนินการครั้งนี้มีความสำคัญเชิงป้องกัน เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดชายฝั่งทั้งปัตตานีและนราธิวาส พบความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำหลากระหว่างฤดูฝน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เส้นทางคมนาคม และเศรษฐกิจท้องถิ่น การปรับปรุงระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจะช่วยลดความเสียหายและบรรเทาภัยพิบัติได้ในระยะยาว
การบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่น
กรมชลประทานได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและการตรวจสายงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้การเฝ้าระวังและการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำหลากมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การลงทุนในระบบระบายน้ำครั้งนี้สะท้อนนโยบายของภาครัฐที่มุ่งป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางน้ำ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการติดตามการดำเนินงาน การบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของชุมชนซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| งบประมาณรวม | 108 ล้านบาท |
| จำนวนโครงการทั้งหมด | 37 โครงการ |
| จังหวัดเป้าหมาย | ปัตตานี (20 โครงการ), นราธิวาส (17 โครงการ) |
| กำหนดแล้วเสร็จบางงาน | 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 (อาคารรับน้ำป่าในนราธิวาส) |
เบื้องต้น กรมชลประทานเน้นการลงมือเชิงรุกเพื่อให้ระบบระบายน้ำสามารถรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้ หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน ประชาชนในพื้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดความเสี่ยงน้ำท่วมและการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น