วันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2569 ฝนที่ตกหนักบริเวณพื้นที่ รัฐฉานตะวันออก ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลำน้ำสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเข้าขั้นที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยสถานีวัดระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนที่บ้านโจตาดา อำเภอท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายไปทางเหนือประมาณ 25 กิโลเมตร รายงานว่า ณ เวลา 09.00 น. มีปริมาณน้ำฝนวัดได้ 89.4 มิลลิเมตร ทำให้ระดับน้ำสายเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 77.41 และมวลน้ำจะเคลื่อนมาถึงชายแดนไทยผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 ภายในเวลาราว 4 ชั่วโมงต่อมา
พื้นที่เสี่ยงและแนวป้องกันชำรุด
ที่บริเวณสะพานมิตรภาพฯ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างทั้งสองประเทศยังรายงานว่าพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 102.44 มิลลิเมตร ในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ทั้งสองฝั่งจะมีการสร้างพนังกั้นไว้ แต่สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบาง เนื่องจากมีการพบจุดรั่วและการกัดเซาะแนวป้องกันฝั่งท่าขี้เหล็กที่เริ่มทำให้น้ำทะลักเข้าฝั่งตรงข้ามชุมชนเกาะทราย
ในฝั่งไทย บริเวณริมอาคารโรงแรมชุมชนเกาะทราย หมู่ 7 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย ซึ่งอยู่ใกล้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 พบแนวบิ๊กแบ็คที่วางป้องกันน้ำมีการชำรุดเป็นรูหลายจุด โดยมีประวัติว่าเคยถูกเจ้าของอาคารเจาะหรือรื้อบิ๊กแบ็คหลายครั้งจนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปตักเตือนมาแล้วหลายครั้ง ก่อนหน้านี้
ระดับน้ำและจุดเฝ้าระวัง
บริเวณบ้านถ้ำผาจม ตำบลเวียงพางคำ ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำสายจะไหลผ่านเข้าสู่ประเทศไทย พบว่าระดับน้ำวัดได้ประมาณ 4.07 เมตร ขณะที่ระดับวิกฤติของจุดนี้อยู่ที่ราว 4.30 เมตร ทำให้หน่วยงานทั้งอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง และเตรียมเจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินการเมื่อระดับน้ำใกล้แตะหรือเกินจุดวิกฤต
จากสถานการณ์ดังกล่าวมีรายงานว่าน้ำเริ่มทะลักเข้าสู่ชั้นในของชุมชนฝั่งตะวันออกของตัวเมืองแม่สาย รวมทั้งเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดและพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อบ้านเรือน ร้านค้า และการสัญจรของประชาชนในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น
การดำเนินการของหน่วยงานท้องถิ่น
ฝ่ายปกครองอำเภอแม่สายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่เพื่อตักเตือนกรณีการรื้อหรือเจาะแนวบิ๊กแบ็คแล้ว โดยอำเภอได้เข้าตักเตือนเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา และยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งต้องนำวัชพืชและเศษไม้ที่อาจกีดขวางการไหลของน้ำออกจากบริเวณสะพานเพื่อป้องกันการอุดตัน
- เฝ้าระวังระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดบ้านถ้ำผาจม
- ตรวจสอบแนวบิ๊กแบ็คและแนวป้องกันริมฝั่งทุกจุดที่มีความเสียหาย
- แจ้งเตือนชุมชนและเตรียมจุดอพยพกรณีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกินค่าปลอดภัย
การที่แนวบิ๊กแบ็คถูกเจาะหรือรื้อหลายครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนปัญหาการจัดการพื้นที่ชายฝั่งและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการละเลยกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของชุมชนหรือเจ้าของอาคาร ซึ่งขณะนี้สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านรวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์และผู้ค้ารายย่อยที่อาศัยหรือทำมาหากินในพื้นที่ชายแดน
ผลกระทบต่อชุมชนชายแดน
ชุมชนชายแดนแม่สายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งชาวไทยเชื้อสายล้านนา ชาติพันธุ์ข้ามพรมแดน และแรงงานท้องถิ่น เมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน การขนส่ง และคุณภาพชีวิตของครอบครัวที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มน้ำ การเตรียมความพร้อมในระดับครัวเรือนและชุมชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ
| จุดที่รายงาน | ค่าสำคัญ |
|---|---|
| บ้านโจตาดา (ท่าขี้เหล็ก) | ปริมาณน้ำฝน 89.4 มม. |
| บริเวณสะพานมิตรภาพฯ | ปริมาณน้ำฝน 102.44 มม. |
| บ้านถ้ำผาจม (จุดแรกในไทย) | ระดับน้ำ 4.07 ม. (วิกฤติ 4.30 ม.) |
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเน้นการสื่อสารแจ้งเตือนชุมชนให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง และให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุ เด็ก และผู้เปราะบางในชุมชน ในขณะเดียวกัน การซ่อมแซมแนวบิ๊กแบ็คและเสริมแนวป้องกันให้แข็งแรงเป็นมาตรการเร่งด่วนที่จำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป
สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศในพื้นที่รัฐฉานและการระบายน้ำในแนวลำน้ำสาย ชุมชนชายแดนและผู้ที่อาศัยใกล้ลำน้ำจึงต้องเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามข้อแนะนำของหน่วยงานท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด