เชียงรายยังคงเผชิญปัญหามลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง แม้ภาครัฐจะจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อลดปัญหาในรอบหลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากหน่วยงานต่างประเทศและสถาบันวิจัยชี้ให้เห็นตัวเลขค่าฝุ่นที่สูง หลายพื้นที่เกิดผลกระทบทั้งการปิดโรงเรียนและจำนวนผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น
งบประมาณมหาศาล vs ผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้อง
การวิเคราะห์งบประมาณด้านการแก้ปัญหา PM2.5 แสดงว่ารัฐได้จัดสรรเงินจำนวนนับหมื่นล้านบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การใช้จ่ายที่มีลักษณะเป็นงบลงทุนกระจุกที่หน่วยงานกลาง ทำให้การจัดการปัญหาที่เกิดในระดับพื้นที่ยังไม่เพียงพอสำหรับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างเชียงราย
องค์กรตรวจสอบและสถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้องชี้ว่า การลงทุนเกือบทั้งหมดถูกตั้งไว้ในหน่วยงานส่วนกลาง ขณะที่งบที่ถึงจังหวัดที่ประสบปัญหาโดยตรงมีจำนวนน้อยมาก ส่งผลให้มาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับเปลี่ยนระบบการเกษตร การจัดการการเผาในที่โล่ง หรือการสนับสนุนทางเลือกทางเศรษฐกิจยังไม่เกิดขึ้นในระดับที่จำเป็น
สถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่เชียงราย
ข้อมูลเชิงตัวเลขที่เผยแพร่ระบุว่าเชียงรายเคยมีค่า PM2.5 เฉลี่ยรายปีสูงสุดของประเทศในปี พ.ศ. 2564 และต่อเนื่องมีช่วงเวลาที่ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ทำสถิติสูงมากจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ข้อมูลดาวเทียมยังพบจุดความร้อนจำนวนมากในช่วงฤดูเผาไหม้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการเผาในที่โล่งยังเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นที่สำคัญ
ผลกระทบในพื้นที่ประกอบด้วย:
- การปิดโรงเรียนในบางช่วงเวลาเพื่อลดความเสี่ยงต่อเด็กนักเรียน
- จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
- ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากและเครื่องฟอกอากาศ
การจัดสรรงบที่เป็นข้อถกเถียง
การตรวจสอบพบว่างบประมาณส่วนใหญ่ไปยังหน่วยงานที่ดูแลเหตุฉุกเฉิน มากกว่าการลงทุนเชิงนโยบายเพื่อแก้ที่ต้นเหตุของมลพิษ ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าปัญหาถูกมองเป็นเรื่องตามฤดูกาลแทนที่จะเป็นประเด็นโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและการจัดการที่ดิน
| ประเด็น | ข้อมูลที่เผยแพร่ |
|---|---|
| งบประมาณรวม (บางช่วงปี) | กว่า 17,529.98 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2567–2568 |
| ร้อยละของงบที่ไปหน่วยงานกลาง | ประมาณ 96.2% |
| งบที่ถึงจังหวัดที่ประสบปัญหาโดยตรง | 217.92 ล้านบาท (รวม 11 จังหวัดและ 2 กลุ่มจังหวัด) |
เสียงสะท้อนจากภาควิชาการและชุมชน
นักวิชาการชี้ว่าการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองต้องเน้นการจัดการที่ต้นตอ ทั้งเรื่องการจัดการการใช้ที่ดิน ระบบเกษตร และมาตรการที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการเผาในพื้นที่ ส่วนชุมชนพื้นเมืองและเกษตรกรในจังหวัดต่าง ๆ ต้องการการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกด้านเทคโนโลยีหรือทางการตลาด เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาทำได้เฉพาะในฤดูกาลเท่านั้น
"งบประมาณมหาศาลที่ทุ่มลงไป สามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ประชาชนได้จริงหรือไม่"
คำถามข้างต้นยังคงเป็นที่ถกเถียงในหมู่ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เพราะปัญหาที่เห็นไม่ได้เป็นเพียงการจัดการเหตุฉุกเฉิน แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาค
ทางออกเชิงพื้นที่ที่ต้องเร่งดำเนินการ
ในเชิงปฏิบัติ การลดฝุ่นในเชียงรายจำเป็นต้องผสานมาตรการหลายด้าน ได้แก่ การเพิ่มการมีส่วนร่วมของหน่วยงานท้องถิ่น ชุมชนชาติพันธุ์ และเกษตรกร การกระจายงบลงสู่พื้นที่เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต การสนับสนุนเทคโนโลยีทดแทนการเผา และการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจ
สำหรับประชาชน การติดตามประกาศคุณภาพอากาศและคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขในช่วงที่มีค่าฝุ่นสูงยังเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัวทางเดินหายใจ
เชียงรายต้องการการออกแบบนโยบายที่ยืดหยุ่นและคำนึงถึงบริบทพื้นที่ รวมถึงการฟังเสียงของชุมชนชาติพันธุ์และเกษตรกร เพื่อเปลี่ยนแนวทางจากการรับมือเป็นการป้องกันเชิงระบบ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัดอย่างยั่งยืน