นครราชสีมา — องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ประสานงานกับโรงเรียนในสังกัดจำนวน 58 แห่ง เดินหน้าระบบเฝ้าระวังและคัดกรองสุขภาพจิตนักเรียนอย่างต่อเนื่องหลังจากการสำรวจในปีการศึกษา 2569 พบสัญญาณปัญหาที่ต้องเร่งจัดการ
ผลคัดกรองและภาพรวมสถานการณ์
จากรายงานการคัดกรองภาวะซึมเศร้า นักเรียนที่สมัครใจเข้ารับการคัดกรองมีทั้งหมด 10,837 ราย จากนักเรียนทั้งหมด 29,782 คน โดยผลการคัดกรองแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ดังนี้
| ระดับภาวะซึมเศร้า | จำนวนนักเรียน |
|---|---|
| ระดับรุนแรง | 246 ราย |
| ระดับมาก | 580 ราย |
| ระดับปานกลาง | 1,599 ราย |
| ระดับเล็กน้อย | 3,787 ราย |
| ไม่พบภาวะซึมเศร้า | 4,625 ราย |
มาตรการเชิงรุกของ อบจ. และเครือข่าย
นายก อบจ.นครราชสีมาเน้นย้ำว่าการดูแลสุขภาพจิตของเด็กต้องทำอย่างเป็นระบบและมีเครือข่ายสนับสนุน จึงกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กองสาธารณสุข โรงเรียน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 182 แห่ง ในสังกัด เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงบริการ
แนวทางที่กำหนดมีทั้งการป้องกันและการตอบสนอง ได้แก่
- สร้างและพัฒนาพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนให้เป็นที่ที่นักเรียนสามารถขอความช่วยเหลือได้
- อบรมครูแกนนำและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อคัดกรองเบื้องต้นและส่งต่อผู้ที่มีความเสี่ยง
- จัดระบบการส่งต่อไปยังบริการสุขภาพจิตในชุมชนหรือสถานพยาบาลที่เหมาะสม
- กำหนดมาตรการป้องกันการกลั่นแกล้งในโรงเรียน (Bullying) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
"การดูแลสุขภาพจิตเด็ก ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากโรงเรียน ครอบครัว ครู บุคลากรสาธารณสุข และชุมชน เพื่อให้เด็กทุกคนมีพื้นที่ปลอดภัยและได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที"
ความหมายต่อชุมชนและการปฏิบัติในระดับท้องถิ่น
ในฐานะผู้สื่อข่าวที่เดินทางพบปะครูและผู้นำชุมชนหลายแห่ง นครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีเครือข่ายสถานพยาบาลชุมชนเข้มแข็ง แต่ความท้าทายยังอยู่ที่การเชื่อมโยงข้อมูลและทรัพยากรระหว่างโรงเรียนกับบริการสุขภาพจิตระดับชุมชน
ตัวเลขที่เปิดเผยชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ไม่พบภาวะซึมเศร้า แต่ก็ยังมีผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงรวมกว่า 6,212 คน (รวมระดับเล็กน้อยถึงรุนแรง) ซึ่งต้องการการดูแลในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเบื้องต้น การติดตามระยะยาว ไปจนถึงการส่งต่อระดับบริการที่สูงขึ้น
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติและคำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง
จากการพูดคุยกับครูและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ขอเสนอแนวปฏิบัติง่าย ๆ ที่ผู้ปกครองสามารถทำได้เพื่อสนับสนุนสุขภาพจิตของบุตรหลาน
- สังเกตพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงด้านการนอน การกิน และมุมมองต่อการเรียน
- ให้เวลาและพื้นที่พูดคุยอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ตัดสิน
- ประสานกับครูหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเมื่อเห็นสัญญาณที่น่ากังวล
การดำเนินงานเช่นนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งผู้ปกครอง ครู และบุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้เด็กและเยาวชนในจังหวัดได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีและยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าของโครงการเฝ้าระวังต่อไป พร้อมรายงานมาตรการเพิ่มเติมและผลจากการอบรมครูแกนนำเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม