เช้าวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569 เกิดเหตุชุลมุนบริเวณพื้นที่ใจกลางเมืองนครราชสีมา หลังผู้ต้องหาที่ถูกนำตัวไปขึ้นศาลอาศัยจังหวะความวุ่นวายวิ่งหลบหนี กระโดดลงไปใน คูเมือง แล้วว่ายน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นบริเวณ ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ก่อนจะพยายามหลบหนีต่อไปยังศาลเจ้าพ่อไฟ
ลำดับเหตุการณ์และการจับกุม
จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นผู้ต้องหาใช้ช่วงเวลาที่มีความวุ่นวายประตูหรือจังหวะที่ผู้คุมกำลังยุ่ง จึงวิ่งกระโดดลงน้ำและว่ายข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม จากภาพอีกมุมแสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้ต้องวิ่งเข้ามาบริเวณศาลเจ้าพ่อไฟ มีพลเมืองดี 2 คนเข้าไปช่วยติดตามและเข้าควบคุมตัว แม้ว่าผู้ต้องหาจะพยายามขัดขืน แต่สุดท้ายสามารถควบคุมตัวได้โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหนัก
| เวลาโดยประมาณ | เหตุการณ์ |
|---|---|
| ประมาณ 14.25 น. | ผู้ต้องหาหลบหนีระหว่างนำตัวไปขึ้นศาล กระโดดลงคูเมืองและว่ายข้ามฝั่ง |
| หลังเหตุ | พลเมืองดี 2 คนร่วมจับกุม ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้ |
สอบถามจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ขณะที่นำตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกกล่าวหาในคดียาเสพติดไปขึ้นศาล ท้องที่ สภ.หนองบุญมาก ได้เข้าทำการอายัดตัวเพิ่มเติมในคดีลักทรัพย์ระหว่างกระบวนการ ส่งผลให้เกิดการพูดคุยและความวุ่นวายขึ้น จากจังหวะนั้นผู้ต้องหาจึงหลบหนีไปได้
"ผู้ต้องหาอาศัยจังหวะชุลมุนวิ่งกระโดดลงไปในคูเมือง และว่ายน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม"
ภายหลังการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหาเพิ่มหนึ่งข้อหา คือ "หลบหนีระหว่างถูกคุมขังตามอำนาจของศาล" ซึ่งตามกฎหมายมีบทลงโทษทั้งจำคุกและปรับตามที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่ระบุว่าจะดำเนินการสอบสวนและบันทึกพฤติการณ์ของเหตุการณ์เพื่อประกอบสำนวนต่อไป
บทบาทของพลเมืองดีและการทำงานของตำรวจ
เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นบทบาทของประชาชนที่เข้ามาช่วยเหลือควบคุมสถานการณ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ทำให้การจับกุมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ทั้งนี้ตำรวจยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและพยานในที่เกิดเหตุเพื่อสรุปสำนวน
- สถานที่เกิดเหตุ บริเวณคูเมืองและลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ใจกลางเมืองนครราชสีมา
- ผู้เกี่ยวข้อง ผู้ต้องหาที่ถูกคุมตัวมาศาลเพื่อพิจารณาคดียาเสพติด, ตำรวจ สภ.หนองบุญมาก, พลเมืองดีที่เข้าช่วยจับกุม
- ผลทางคดี ผู้ต้องหาได้รับแจ้งข้อหาเพิ่มรวมทั้งข้อหาหลบหนีระหว่างถูกคุมขัง
เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนความท้าทายด้านการควบคุมตัวผู้ต้องหาขณะเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งมักมีความเสี่ยงจากการเกิดความพลุกพล่านหรือจังหวะที่เจ้าหน้าที่ต้องติดต่อกับหน่วยงานอื่น ตำรวจท้องที่จึงต้องทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยและการประสานงานเพื่อป้องกันเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำ
คำแนะนำสำหรับประชาชนในเหตุฉุกเฉิน
แม้ว่าการเข้าช่วยเหลือของพลเมืองดีในครั้งนี้จะนำไปสู่การจับกุมได้อย่างรวดเร็ว แต่การเข้าไปแทรกแซงด้วยตัวเองอาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเข้าไปพัวพันกับคดีได้ จึงขอแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไปเมื่อพบเหตุผู้ต้องหาหลบหนีดังนี้
- แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีผ่านหมายเลขฉุกเฉิน
- สังเกตลักษณะผู้ต้องหาและทิศทางการหลบหนีเพื่อให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่
- หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าด้วยตัวเองหากผู้ต้องหาดูมีอาการขัดขืนหรือพกพาอาวุธ
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดและเตรียมส่งสำนวนให้ศาลดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
หมายเหตุ: รายงานนี้อ้างอิงข้อมูลจากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด คำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ และพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ณ ที่เกิดเหตุ โดยยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุดังกล่าว