วัดสมานรัตนาราม ร่วมกับสมาคมนักข่าวฉะเชิงเทรา ให้การช่วยเหลือครอบครัวหนึ่งในตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งกำลังเผชิญภาระด้านการดูแลเด็กพิการตั้งแต่กำเนิด ทำให้มารดาต้องยกเลิกงานประจำเพื่อดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ขณะที่รายได้ของครอบครัวเหลือเพียงผู้อาศัยทำงานเพียงคนเดียว
ภาระค่ารักษาพยาบาลและการเดินทางฉุดสภาพครอบครัว
เด็กหญิงวัย 2 ปี 8 เดือน ต้องรับการรักษาและเข้าทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ ซึ่งผู้ปกครองต้องพาเดินทางไปพบแพทย์เดือนละ 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 1,000 บาท นอกจากนี้ เด็กต้องกินนมผงทางการแพทย์ชนิดพิเศษ ปริมาณประมาณ 16 กระป๋องต่อเดือน กระป๋องละ 450 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายด้านนมประมาณ 7,200 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน ทำให้ภาระทางการเงินหนักขึ้นจนมารดาต้องหยุดงานเพื่อดูแลลูก
ความช่วยเหลือจากชุมชนและวัดท้องถิ่น
เจ้าหน้าที่วัดสมานรัตนาราม พร้อมด้วยกรรมการสมาคมนักข่าวฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่มอบความช่วยเหลือเบื้องต้นให้ครอบครัว ประกอบด้วยสิ่งของเครื่องใช้และเงินสดบางส่วน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายระยะสั้นและเสริมความมั่นคงให้แก่เด็กและครอบครัว
- สิ่งของที่มอบ ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง และผ้าอ้อมสำเร็จรูป
- มอบเงินสดเพื่อใช้ซื้ออาหารและค่านมทางการแพทย์ในเบื้องต้น
- มอบรถจักรยานคันใหม่ให้บุตรชายวัย 8 ปี เพื่อใช้เดินทางไปโรงเรียนและกลับมาช่วยดูแลน้อง
ผลกระทบต่อการเรียนของเด็กในบ้าน
บุตรชายวัย 8 ปี ที่กำลังเรียนชั้น ป.2 บางครั้งจำเป็นต้องขาดเรียนเพื่อกลับมาช่วยแม่ดูแลน้อง ทำให้การศึกษาถูกกระทบและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเรียนรู้ในระยะยาว การมอบจักรยานคันใหม่จึงถูกมองว่าเป็นการช่วยลดอุปสรรคการเดินทางและสนับสนุนให้เด็กกลับเข้าเรียนเป็นปกติ
คำยืนยันและท่าทีจากผู้ให้และผู้รับ
ผู้แทนวัดและสมาคมนักข่าวระบุว่าการช่วยเหลือครั้งนี้เกิดจากความห่วงใยของชุมชนและผู้นำท้องถิ่นหลังทราบเรื่องผ่านสื่อท้องถิ่น โดยมองว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังคงต้องการการดูแลในระยะยาวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
| รายการ | จำนวน/ค่าใช้จ่าย |
|---|---|
| นมผงทางการแพทย์ | 16 กระป๋อง/เดือน × 450 บาท = 7,200 บาท |
| ค่าเดินทางไปพบแพทย์ | ประมาณ 1,000 บาท ต่อครั้ง (เดือนละ 2-3 ครั้ง) |
มุมมองเชิงสังคม: ปัญหาที่ต้องการระบบสนับสนุน
เหตุการณ์ในพื้นที่สะท้อนปัญหาระบบสวัสดิการและการเข้าถึงบริการดูแลผู้พิการระดับปฐมภูมิของครอบครัวที่มีรายได้น้อย หลายครอบครัวต้องตัดสินใจระหว่างการทำงานกับการดูแลสมาชิกในบ้าน ซึ่งส่งผลต่อรายได้และคุณภาพชีวิต ทั้งด้านสุขภาพและการศึกษา
คำถามที่เกิดขึ้นคือหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนจะสามารถประสานการช่วยเหลือเชิงระบบให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางได้อย่างไร เช่น การสนับสนุนค่านมทางการแพทย์ การจัดบริการกายภาพบำบัดใกล้ชุมชน หรือนโยบายช่วยเหลือด้านการศึกษาสำหรับเด็กที่ต้องหยุดเรียนเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัว
สำหรับครอบครัวที่ได้รับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ผู้เป็นแม่เปิดเผยว่าเงินและสิ่งของที่ได้รับจะเก็บไว้ใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยเฉพาะเพื่อซื้อสูตรนมสำหรับลูกในช่วงเดือนถัดไป ขณะที่ลูกชายแสดงความดีใจที่ได้จักรยานคันใหม่และตั้งใจจะกลับไปเรียนตามปกติในวันจันทร์หน้า
ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นที่ทราบเรื่องยังคงติดตามสถานการณ์และพยายามหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม ขณะเดียวกันกรณีเช่นนี้ชวนให้สังคมตั้งคำถามถึงความจำเป็นของเครือข่ายสนับสนุนทั้งระดับพื้นที่และระดับจังหวัด เพื่อไม่ให้ครอบครัวผู้เปราะบางต้องแบกรับภาระเดียวดาย