เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่บริเวณตลาดต้นสน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุขจัดงาน "มหกรรมส่งเสริมสุขภาพปลอดภัย ห่างไกลโรค NCDs ลดเค็ม เติมสุข" เพื่อรณรงค์ปรับพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนและลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
สถานการณ์โรค NCDs ในจังหวัด
ข้อมูลสถานการณ์สุขภาพจังหวัดมหาสารคามปี พ.ศ. 2568 ระบุว่า อัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานอยู่ที่ ร้อยละ 10.04 สูงเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และสูงเป็นอันดับ 16 ของประเทศ ขณะที่อัตราผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในลำดับที่ 3 ของภูมิภาคเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังเพิ่มขึ้นจนต้องขยายหน่วยฟอกไตทั้งภาครัฐและเอกชนรวมแล้ว 19 แห่ง
ปัจจัยเสี่ยงที่พบและเป้าหมายของแคมเปญ
การสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนชี้ว่า ประชากรนิยมบริโภคอาหารรสเค็มจัดถึง ร้อยละ 57.37 ส่งผลให้ได้รับโซเดียมเฉลี่ยวันละ 2,358 มิลลิกรัม ซึ่งเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด กระทรวงสาธารณสุขจึงนำเสนอแนวทางเชิงรุกผ่านการส่งเสริมการป้องกันก่อนการรักษา และการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี
"การป้องกันโรค คือการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด" — นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
หน่วยงานได้กำหนดหลักการปฏิบัติที่ประชาชนควรนำไปใช้ ได้แก่การกินอาหารปลอดภัยและมีประโยชน์ ปรับรสชาติให้จืดลง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละอย่างน้อย 30 นาที และการดูแลสุขภาพจิตควบคู่ไปด้วย
การขับเคลื่อนโมเดลและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
หนึ่งในกลไกสำคัญของการรณรงค์คือการขยายโมเดล Health Station "ลดเค็ม ลดโรค NCDs" ให้ครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอของจังหวัด โดยมีความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านอาหารกว่า 50 ร้าน ที่เข้าร่วมปรับสูตรอาหารเพื่อลดหวาน มัน และเค็ม เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคน้อยลง
- จัดบูธนิทรรศการจากทั้ง 13 อำเภอ แสดงนวัตกรรมการควบคุมโรค NCDs
- สาธิตการปรุงอาหารรสจืดที่ยังคงความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ
- ฝึกอบรม อสม. และบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่
นพ. สมฤทธิ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การจัดมหกรรมเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายที่มุ่งสร้างสังคมสุขภาพดี โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และมุ่งเน้นการป้องกันก่อนการรักษา
ผลที่คาดหวังและความท้าทาย
เป้าหมายของโครงการคือการลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคที่เกี่ยวเนื่อง เช่น เบาหวานและโรคไตเรื้อรัง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจยืดระยะเวลาการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ถึงร้อยละ 50 และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครอบครัวและระบบสาธารณสุขในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนที่ฝังรากลึก รวมทั้งต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากภาคธุรกิจร้านอาหาร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และชุมชนในการปรับสูตรอาหารและส่งเสริมทางเลือกสุขภาพ
สิ่งที่ประชาชนควรปฏิบัติ
กระทรวงสาธารณสุขนำเสนอคำแนะนำปฏิบัติได้ดังนี้
- ลดการเติมเกลือและซอสปรุงรส ขณะปรุงอาหารและเมื่อรับประทาน
- เลือกซื้ออาหารสดและปรุงจากวัตถุดิบที่ไม่ผ่านการแปรรูปมาก
- ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันเป็นประจำ
- หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจระดับน้ำตาลและความดันโลหิต
| ประเด็น | ข้อมูล |
|---|---|
| อัตราผู้ป่วยเบาหวาน (พ.ศ. 2568) | ร้อยละ 10.04 |
| สัดส่วนประชากรที่รับประทานรสเค็มจัด | ร้อยละ 57.37 |
| ปริมาณโซเดียมเฉลี่ยต่อวัน | 2,358 มิลลิกรัม |
| หน่วยฟอกไตที่มี | 19 แห่ง |
การรณรงค์ครั้งนี้ชี้ชัดว่าการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับจังหวัดต้องอาศัยทั้งนโยบายสาธารณะ การปรับพฤติกรรมของประชาชน และการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ หากทำได้ต่อเนื่องจะช่วยลดภาระสุขภาพของประชาชนและยืดอายุคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาว