วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง มีคำสั่งให้จังหวัดสระบุรี หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหลังฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่
ภาพรวมสถานการณ์และพื้นที่ได้รับผลกระทบ
ตามการรายงานของหน่วยงานราชการ ฝนที่ตกหนักตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569 ทำให้หลายพื้นที่ในภาคกลางได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจังหวัดสระบุรี มีรายงานว่าฝนที่ตกต่อเนื่องได้ส่งผลให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนในพื้นที่อำเภอมวกเหล็กและอำเภอหนองแซง ซึ่งมีครัวเรือนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้นประมาณ 57 ครัวเรือน ทั้งนี้มีความเสียหายต่อทรัพย์สิน พื้นที่เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐานในบางจุด
มาตรการเร่งด่วนที่สั่งการ
นายเอกนิติสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี บูรณาการกำลังร่วมกับ ปภ. กองทัพ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเน้นการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ ได้แก่
- จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อเป็นจุดบัญชาการและกระจายสิ่งของยังชีพ
- จัดสรรอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรคให้ต่อเนื่องทุกครัวเรือน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกตัดขาด
- ระดมเครื่องจักรกลและประสานกับกรมชลประทานเพื่อติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเร่งระบายน้ำออกจากชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ
- ให้การดูแลเป็นพิเศษแก่กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และสตรีมีครรภ์ ทั้งด้านการอพยพ สุขภาพกายและสุขภาพจิต
- เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อดำเนินการฟื้นฟู เยียวยา และซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน
การประสานงานและบทบาทของหน่วยงานในพื้นที่
คำสั่งดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปภ. จังหวัด สำนักงานสาธารณสุข สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำลังทหาร ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันปฏิบัติการแบบบูรณาการ ทั้งการอพยพผู้ได้รับผลกระทบ การจัดศูนย์พักพิงชั่วคราว การดูแลยารักษาโรค และการป้องกันโรคติดต่อหลังน้ำลด
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ครัวเรือนได้รับผลกระทบ | 57 ครัวเรือน |
| อำเภอที่ได้รับผลกระทบหลัก | มวกเหล็ก, หนองแซง |
| มาตรการเร่งด่วน | ตั้งศูนย์ช่วยเหลือ, ระดมเครื่องสูบน้ำ, ดูแลกลุ่มเปราะบาง, สำรวจความเสียหาย |
ผลกระทบเชิงสังคมและข้อพิจารณา
นอกเหนือจากความเสียหายด้านทรัพย์สินแล้ว เหตุการณ์อุทกภัยยังอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจครัวเรือน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิต นอกจากนี้ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ทั้งโรคติดต่อน้ำและปัญหาสุขภาพจิตของผู้ประสบภัย เป็นเรื่องที่หน่วยงานสาธารณสุขต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
การเร่งสำรวจความเสียหายอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรทั้งบุคลากร งบประมาณ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่
สิ่งที่ประชาชนควรรับรู้และปฏิบัติ
- ติดตามข้อมูลจากจังหวัดและ ปภ. อย่างใกล้ชิดเพื่อรับการแจ้งเตือนและแนวทางการอพยพ
- หากต้องอพยพ ควรนำเอกสารสำคัญ ยา และของใช้จำเป็นติดตัวไปด้วย
- ระมัดระวังการใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูด
- เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ให้รอการประเมินจากเจ้าหน้าที่ก่อนกลับเข้าพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
การสั่งการของฝ่ายบริหารระดับสูงชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการประสานงานเพื่อบรรเทาทุกข์และฟื้นฟู แต่การปฏิบัติที่รวดเร็วและการให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานของรัฐ องค์กรภาคประชาสังคม และชุมชนท้องถิ่น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น