เพชรบูรณ์ — ธนาดร หลิมเจริญ ประธานเครือข่าย ทสม.อำเภอเขาค้อ เปิดวิสัยทัศน์เดินหน้าชิงตำแหน่งประธานเครือข่าย ทสม.ระดับจังหวัด โดยเสนอให้บทบาทของ ทสม.เป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างชุมชน หน่วยงาน และแหล่งความรู้ เพื่อเตรียมพื้นที่และคนเพชรบูรณ์ให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยว
แนวคิดหลักและความเชื่อมโยงกับปัญหาจริง
จากประสบการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการทำงานร่วมกับชุมชน ธนาดรระบุว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมปัจจุบันไม่สามารถแยกจากปัญหาปากท้องของประชาชนได้ ทั้งป่าส่งผลต่อปริมาณน้ำ เกิดผลกระทบต่อภาคการเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของคนในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และภูมิปัญญา ล้วนเป็นทุนของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น
ธนาดรถูกตั้งข้อสังเกตว่าโจทย์สำคัญที่ต้องเผชิญในวันนี้คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีผลที่เห็นได้ชัด เช่น อากาศร้อนขึ้น ฝนผันผวน น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า และปัญหา PM2.5 ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรม การท่องเที่ยว สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชน
5 แนวทางการขับเคลื่อนที่เสนอ
เพื่อรับมือความท้าทายดังกล่าว ธนาดรเสนอแนวทางการทำงาน 5 ประการ เพื่อเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยย้ำว่าทุกประเด็นต้องเดินควบคู่และสัมพันธ์กัน
- รักษา — มุ่งเน้นการคุ้มครองป่า แหล่งน้ำ และทุนของเพชรบูรณ์
- รับมือ — เตรียมความพร้อมของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ
- สร้างมูลค่า — ทำให้งานอนุรักษ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจและสร้างรายได้
- เชื่อมความรู้ — ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์ ข้อมูล และเทคโนโลยี
- รวมพลัง — ขับเคลื่อนผ่านการประสานงานหลายภาคส่วน เช่น แนวคิด “1 อำเภอ 1 วาระสิ่งแวดล้อม”
| แนวทาง | เป้าหมายเชิงปฏิบัติ |
|---|---|
| รักษา | คงสภาพป่าต้นน้ำและแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเกษตรและระบบนิเวศ |
| รับมือ | เพิ่มความพร้อมของชุมชนต่อภัยพิบัติและสภาพอากาศแปรปรวน |
| สร้างมูลค่า | เชื่อมการอนุรักษ์กับการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น |
| เชื่อมความรู้ | นำความรู้ท้องถิ่นและวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน |
| รวมพลัง | สร้างเครือข่ายภาคีและการมีส่วนร่วมระดับอำเภอและตำบล |
"คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเราจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมวันนี้อย่างไร แต่คือ เราจะเตรียมคนเพชรบูรณ์ให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้าอย่างไร"
ความหมายต่อชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น
หากแนวคิดดังกล่าวถูกนำไปปฏิบัติจริง จะต้องพึ่งพาการมีส่วนร่วมของหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย การเชื่อมโยงองค์ความรู้จากทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อาจช่วยให้การวางมาตรการรับมือเหตุสุดวิสัย เช่น น้ำท่วมหรือภัยแล้ง มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่การนำผลการอนุรักษ์มาสร้างมูลค่า ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ชุมชนสนับสนุนแนวทางอนุรักษ์
ธนาดรเน้นว่าการแก้ปัญหาต้องไม่แยกส่วน แต่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุผลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของจังหวัด
ข้อท้าทายและคำถามต่อไป
แม้แนวทาง 5 ประการจะให้ทิศทางที่ชัดเจน แต่การดำเนินงานจะเผชิญทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และความต่อเนื่องของโครงการในระดับท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่และมาตรการระยะยาว จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าหากได้รับเลือกจะมีการจัดลำดับความสำคัญอย่างไร และจะมีมาตรการใดเพื่อประกันความยั่งยืนของการดำเนินงาน
การเสนอวิสัยทัศน์ครั้งนี้จึงเป็นการชี้ให้เห็นทิศทางการจัดการทรัพยากรของจังหวัด ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ ขณะเดียวกันยังเป็นการตั้งคำถามต่อระบบการบริหารจัดการระดับจังหวัดว่าจะสามารถตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและกระทบหลายมิติได้เพียงใด
สำหรับการคัดเลือกประธานเครือข่าย ทสม.จังหวัดเพชรบูรณ์ ธนาดรเป็นหนึ่งในผู้สมัครที่เสนอแนวทางเน้นการเชื่อมประสานทั้งมิติทรัพยากรและเศรษฐกิจ โดยรอการตัดสินใจจากกระบวนการคัดเลือกที่กำหนดต่อไป