เมื่อวันที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ กรณีนางสาวณัทฆลตา เจ้าของธุรกิจเสริมความงามในจังหวัดศรีสะเกษ แจ้งความจำนงให้ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากพบว่าชื่อของตนปรากฏเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ผ่านแอปพลิเคชันของหน่วยงานรัฐ โดยผู้เสียหายระบุว่ามีความมั่นใจว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวและยังมีพยานยืนยันช่วงเวลา ณ วันเกิดเหตุ
เหตุการณ์ที่ปรากฏและหลักฐานที่ผู้เสียหายนำเสนอ
ข้อมูลที่ปรากฏบนแอปพลิเคชันระบุว่าเป็นคดีจำหน่ายสุราเกินราคา มีการจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2566 เวลา 17.05 น. ในพื้นที่อำเภออุทุมพรพิสัย และในแฟ้มประวัติของสถานีตำรวจพบชื่อของผู้จับกุมและชื่อผู้ต้องหา ซึ่งมีชื่อและนามสกุลของผู้เสียหายปรากฏเป็นผู้ต้องหา ขณะที่คดีดังกล่าวสิ้นสุดแล้วด้วยการชำระค่าปรับและกระบวนการทางกฎหมายตามข้อมูลในแฟ้ม
อย่างไรก็ดี ผู้เสียหายได้นำหลักฐานแสดงว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุเธอและสามีอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อนำทองคำมาเป็นพยานยืนยันว่าไม่สามารถอยู่ในสองสถานที่พร้อมกันได้ และยังชี้ให้เห็นความผิดปกติในบันทึกการจับกุม ได้แก่ การปรากฏของชื่อเดิมที่ไม่ตรงกับชื่อปัจจุบัน แต่มีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนตรงกัน และสำคัญที่สุดคือในบันทึกดังกล่าวไม่มีลายเซ็นของเธอ
"ฉันไม่เคยเปิดร้านขายเครื่องดื่มมึนเมา และไม่เคยต้องโทษคดีใด ๆ ทั้งสิ้น จึงขอให้ตำรวจรื้อคดีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง" — นางสาวณัทฆลตา (ผู้เสียหาย)
ประเด็นข้อกังวลทางกฎหมายและข้อมูลราชการ
กรณีนี้สะท้อนปัญหาสำคัญสองด้าน ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลในระบบดิจิทัลของหน่วยงานรัฐและความเสี่ยงจากการสวมสิทธิบุคคล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิ พลเมือง และชื่อเสียงของประชาชนหากข้อมูลผิดพลาดยังคงปรากฏในฐานข้อมูลของรัฐ
- ผู้เสียหายยืนยันว่ามีพยานยืนยันสถานที่ ณ เวลาเกิดเหตุ
- บันทึกการจับกุมปรากฏชื่อเดิมแต่เลขบัตรประชาชนตรงกัน และขาดลายเซ็นผู้ถูกจับ
- คดีปรากฏในระบบว่าได้สิ้นสุดด้วยการชำระค่าปรับแล้ว
จากข้อเท็จจริงตามแฟ้มประวัติของสถานีตำรวจ แสดงว่ากระบวนการบันทึกคดีและการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้เกิดขึ้นจริง แต่ความขาดตกบกพร่องในเอกสาร เช่น การไม่มีลายเซ็น และความแตกต่างของชื่อสิ่งที่ต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อยืนยันว่ามีการสวมสิทธิหรือข้อผิดพลาดด้านการบันทึกข้อมูล
แนวทางที่ผู้เสียหายเรียกร้องและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
ผู้เสียหายร้องขอให้ตำรวจดำเนินการรื้อคดีเพื่อหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยง ทั้งนี้ข้อเรียกร้องมุ่งไปที่การตรวจสอบต้นตอของเอกสารและการใช้ข้อมูลประจำตัวประชาชนในกระบวนการจับกุม เพื่อยืนยันว่าไม่ได้มีการสวมสิทธิหรือการปลอมแปลงเอกสาร
| หัวข้อ | ข้อมูลจากแฟ้ม/ผู้เสียหาย |
|---|---|
| ผู้เสียหาย | นางสาวณัทฆลตา (เจ้าของร้านเสริมความงามในจังหวัดศรีสะเกษ) |
| คดี | จำหน่ายสุราเกินราคา — วันที่จับกุม 11 มีนาคม 2566 เวลา 17.05 น. (อุทุมพรพิสัย) |
| ข้อสังเกตของผู้เสียหาย | ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ มีพยานยืนยัน ขาดลายเซ็นในบันทึก และชื่อเดิมไม่ตรงกับชื่อปัจจุบัน |
ขณะผู้สื่อข่าวลงข่าวยังไม่มีคำชี้แจงรายละเอียดจากทางสถานีตำรวจอุทุมพรพิสัยเกี่ยวกับผลการตรวจสอบเอกสาร หรือการเปิดสอบสวนเพิ่มเติมต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหาการจัดการข้อมูลประจำตัวและการบันทึกคดีในยุคดิจิทัล ซึ่งอาจต้องมีการประสานระหว่างหน่วยงานตำรวจและหน่วยงานที่รับผิดชอบระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐ เพื่อแก้ไขและป้องกันผลกระทบต่อประชาชน
ประชาชนที่พบความผิดปกติของข้อมูลในระบบของรัฐควรเก็บรักษาหลักฐานที่เกี่ยวข้องและแจ้งความต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นทางการและชัดเจน