กรุงวอชิงตัน — สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เพนตากอนได้เรียกร้องอย่างเป็นทางการให้บริษัทผู้ผลิตยุทโธปกรณ์รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เร่งรัดแผนการผลิตและการส่งมอบระบบสำคัญ หลังเกิดความกังวลเรื่องความพร้อมของคลังอาวุธท่ามกลางเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
คำขอจากกระทรวงกลาโหม
หนังสือที่ลงวันที่ 5 ส.ค. พ.ศ. 2569 ซึ่งลงนามโดยนายสตีฟ ไฟน์เบิร์ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุถึงความจำเป็นให้บริษัทชั้นนำด้านการผลิตอาวุธ เช่น โบอิง ล็อกฮีด มาร์ติน และ อาร์ทีเอ็กซ์ ปรับแผนการจัดหาและเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อให้สามารถส่งมอบระบบที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“วงจรการพัฒนานานหลายปีไม่อาจยอมรับได้ เราต้องเร่งกำหนดโครงการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และขยายขีดความสามารถในการผลิตเดี๋ยวนี้”
คำร้องดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่มีการใช้กำลังโจมตีและตอบโต้ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้กองทัพสหรัฐต้องใช้อาวุธและระบบป้องกันเพื่อตรวจจับและสกัดการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ
ระบบที่ถูกเน้น
ในจดหมายมีการระบุระบบที่ต้องการให้รีบจัดหาและเพิ่มศักยภาพ ได้แก่ ระบบเฝ้าระวังพื้นที่กว้าง เซ็นเซอร์ ระบบสกัดกั้นทางอากาศ และระบบติดตามขีปนาวุธ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความจำเป็นของระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมและระบบป้องกันขีปนาวุธรุ่นใหม่
- ระบบเฝ้าระวังพื้นที่กว้าง – เพื่อการตรวจจับภัยทางอากาศและภาคพื้น
- เซ็นเซอร์และระบบสกัดกั้นทางอากาศ – สำหรับป้องกันฐานทัพและกำลังพล
- ระบบติดตามขีปนาวุธ – เพิ่มความสามารถในการเตือนและตอบโต้
- ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม – เพื่อความเชื่อมโยงข้อมูลในภารกิจระยะไกล
ปฏิกิริยาจากทำเนียบขาว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับสถานะคลังอาวุธว่า สหรัฐมีคลังแสงในปริมาณมาก แต่ยอมรับว่าระบบบางอย่างกำลังเผชิญความตึงตัว โดยกล่าวเมื่อวันที่ 6 ส.ค. พ.ศ. 2569 ว่า มีอาวุธจำนวนมากแต่บางระบบ “ตึงตัวเล็กน้อย” พร้อมย้ำว่ารัฐบาลได้รับการส่งมอบอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง
ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์และผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
การเรียกร้องครั้งนี้สะท้อนความท้าทายเชิงโลจิสติกและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกลาโหมสหรัฐ ในช่วงที่ความต้องการระบบที่ซับซ้อนเพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน การพัฒนาซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และการทดสอบใช้เวลานาน ทำให้เพนตากอนเรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ นำเสนอกลยุทธ์การเพิ่มกำลังการผลิตและตารางการส่งมอบที่ชัดเจนภายในช่วงเวลาที่กำหนด
การเพิ่มการจัดซื้อจัดจ้าง อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องพิจารณาแนวทางเร่งด่วน เช่น การขยายสายการผลิต การใช้มาตรการจูงใจด้านงบประมาณ หรือการผ่อนปรนกระบวนการอนุมัติที่อาจชะลอการส่งมอบ
| บริษัท | ระบบ/ความสามารถที่เน้น |
|---|---|
| โบอิง | ระบบเฝ้าระวังพื้นที่กว้าง, เซ็นเซอร์ |
| ล็อกฮีด มาร์ติน | ระบบป้องกันขีปนาวุธรุ่นใหม่, ระบบสกัดกั้น |
| อาร์ทีเอ็กซ์ | ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม, อุปกรณ์สนับสนุน |
สิ่งที่ต้องติดตาม
เพนตากอนได้ขอให้บริษัทส่งแผนการส่งมอบและแนวทางเพิ่มกำลังผลิตภายในสิ้นเดือนสิงหาคม ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการวัดความสามารถของอุตสาหกรรมต่อความต้องการฉุกเฉิน หากบริษัทไม่สามารถตอบสนองตามกรอบเวลา อาจส่งผลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการมอบหมายสัญญาใหม่หรือการใช้มาตรการเชิงบังคับ
ทั้งนี้ บริบทของเหตุการณ์ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังสร้างแรงกดดันให้เกิดการใช้ยุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย ทั้งการป้องกันฐานทัพและการตอบโต้ต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทำให้การเสริมความสามารถด้านการตรวจจับและสกัดกั้นเป็นวาระเร่งด่วนของกระทรวงกลาโหม
สำหรับผู้อ่านที่ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือการตอบสนองของบริษัทผู้ผลิตว่าจะแสดงความสามารถในการปรับตัวและนำเสนอกรอบเวลาได้ตามที่เพนตากอนได้ร้องขอหรือไม่ ซึ่งจะสะท้อนทั้งความพร้อมเชิงอุตสาหกรรมและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภาวะวิกฤต