มหาวิทยาลัยตั้งเวทีวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและแนวทางจัดการทางสังคม
กรุงเทพฯ — มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเวทีสัมมนาวิชาการระดับชาติภายใต้หัวข้อ "จากมลพิษทางอากาศ สู่เมืองสุขภาวะที่ยั่งยืน: บทบาทของการจัดการทางสังคม" โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้นำชุมชน และประชาชน เข้าร่วมการเสวนาเพื่อหาทางออกต่อวิกฤต ฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนไทยอย่างต่อเนื่อง
การประชุมมีพิธีเปิดและการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการผนึกกำลังทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงนโยบายส่วนกลาง ก่อนเข้าสู่วงเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำงานกับปัญหามลพิษทางอากาศโดยตรง
บทเรียนจากนครนายก: ความสำเร็จที่ยังมีเงื่อนไข
หนึ่งในหัวข้อสำคัญของเวทีคือการถอดบทเรียนการลดการเผาในพื้นที่ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ตัวแทนท้องถิ่นร่วมถกปัจจัยที่ทำให้การลดการเผาได้ผลและอุปสรรคที่ยังคงอยู่ ทั้งปัญหาทางโครงสร้างอย่างต้นทุนการจัดการซากพืชไร่ที่สูง ส่งผลให้เกษตรกรยังเลือกวิธีเผาเป็นทางออก
ผู้เข้าร่วมเน้นว่าการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องคำนึงถึงความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของเกษตรกร รวมถึงการสร้างแรงจูงใจและจัดหาตัวเลือกที่ต้นทุนไม่สูงเกินไป ทั้งนี้หน่วยงานท้องถิ่นได้เปิดประเด็นการประสานงานกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนเพื่อนำเทคโนโลยีและช่องทางการลงทุนมาช่วยแก้ปัญหา
ประเด็นสำคัญที่เวทีหยิบยก
- การเปลี่ยนจากการลดการเผาไปสู่การจัดการมลพิษในระบบอย่างครบวงจร
- การประสานงานข้ามหน่วยงานและเขตปกครอง
- บทบาทและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการป้องกันและแก้ไข
- ความเป็นธรรมทางสังคมเกี่ยวกับการเข้าถึงอากาศสะอาด
- การแปลงผลวิจัยและข้อมูลเป็นความตระหนักรู้ของสาธารณะ
- ภารกิจของมหาวิทยาลัยในฐานะแหล่งปัญญาที่เชื่อมโยงชุมชนและนโยบาย
เวทีเสวนาได้เชิญตัวแทนจากหลายภาคส่วนมาร่วมอภิปราย เช่น ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และนายอำเภอระดับพื้นที่ ซึ่งแต่ละฝ่ายนำเสนอแนวทางการทำงานเชิงรุกทั้งในเรื่องการติดตามจุดความร้อน การใช้ข้อมูลเชิงวิชาการประกอบการตัดสินใจ และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ยังต้องแก้
ในเวทีมีการชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุของการเผา เช่น พื้นที่นาลุ่มที่มีปริมาณฟางและตอซังจำนวนมากหลังการเก็บเกี่ยว แต่การขนย้ายและจัดการมีต้นทุนที่สูงกว่ารายได้ จึงทำให้เกษตรกรบางส่วนเลือกใช้วิธีเผาเป็นทางออก ด้านการบังคับใช้กฎหมายก็มีความยากลำบากเมื่อไฟลุกลามเป็นผืนเดียวข้ามแปลงหลายแปลง
จากข้อจำกัดดังกล่าว ผู้แทนท้องถิ่นได้เสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันพัฒนาระบบจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เหมาะสมกับต้นทุนของชุมชน และพิจารณามาตรการจูงใจที่ปฏิบัติได้จริงในระดับหมู่บ้าน
แนวทางการติดตามและใช้ข้อมูล
การประชุมยังเน้นย้ำการใช้ข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) การประเมินพื้นที่ป่าเสียหาย และการติดตามจำนวนวันที่ค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน รวมถึงการติดตามผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนเป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพื่อให้การแก้ไขมีความต่อเนื่องและสามารถปรับเปลี่ยนมาตรการได้ตามสภาพพื้นที่
| ประเด็น | แนวทางที่เสนอ |
|---|---|
| การลดการเผา | สร้างแรงจูงใจให้ชุมชนและจัดหาเทคโนโลยีจัดการฟาง |
| การประสานงาน | ตั้งกลไกเชื่อมข้อมูลระหว่างท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐ |
| การใช้ข้อมูล | พัฒนาแพลตฟอร์มสาธารณะสำหรับติดตามจุดความร้อนและคุณภาพอากาศ |
สรุปได้ว่าเวทีครั้งนี้เสนอแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการจัดการทางสังคมควบคู่กับมาตรการเชิงเทคนิคและกฎหมาย โดยเน้นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นหัวใจหลักของการสร้างเมืองที่มีอากาศสะอาดและมีสุขภาวะที่ยั่งยืนสำหรับประชาชน
ผู้เกี่ยวข้องเรียกร้องให้มีการนำบทเรียนจากพื้นที่นำร่อง เช่น นครนายก ไปปรับใช้ในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้มาตรการแก้ไขมลพิษทางอากาศไม่เป็นเพียงโครงการในระยะสั้นแต่กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน