กระทรวงคมนาคมเดินหน้าแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน โดยมีการหารือร่วมกับผู้ประกอบการเอกชนเพื่อผลักดันการจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่ท่าอากาศยานกระบี่ และเตรียมพื้นที่สนามบินเพชรบูรณ์เป็นแหล่งทดสอบอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการการคมนาคมทางอากาศในเขตเมือง (UAM)
ความร่วมมือรัฐ-เอกชนและการศึกษาแนวทาง
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมอง ประกอบด้วยกรมท่าอากาศยาน (ทย.) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และผู้แทนจากภาคเอกชนได้แก่ บริษัทแซมส์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด (MJets) และบริษัทสตาร์ซีคเกอร์ จำกัด โดยมอบหมายให้ ทย. ดำเนินการศึกษาความต้องการและวิเคราะห์ศักยภาพการให้บริการในรายละเอียดต่อไป
“โครงการ MRO/ Private Jet Terminal เป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์ต่อประเทศ”
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนแนวทางการเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยกระทรวงคมนาคมจะนำข้อมูลไปพิจารณาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่รอบคอบก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย
เหตุผลและข้อมูลเบื้องต้นที่นำมาพิจารณา
จากข้อมูลการศึกษาที่ ทย. จ้างที่ปรึกษาทำแผนงานเบื้องต้น พบว่าการวิเคราะห์ความต้องการซ่อมบำรุงอากาศยานสำหรับท่าอากาศยานในสังกัดกรมฯ ครอบคลุมข้อมูลเที่ยวบินระหว่างปี พ.ศ. 2557–2566 ซึ่งรวมเที่ยวบินทั้งประเภทประจำ ไม่ประจำ และส่วนตัว ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ข้อสังเกตหนึ่งคืองานซ่อมบำรุงย่อยในพื้นที่กระบี่มีสัดส่วนมาจากเที่ยวบินระหว่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่สายการบินไทยมีศักยภาพดำเนินงานซ่อมบำรุงในประเทศได้เองสำหรับเที่ยวบินระยะสั้น
- เป้าหมายระยะสั้น : ประเมินความต้องการ MRO และบริการภาคพื้นในท่าอากาศยานกระบี่
- เป้าหมายระยะกลาง : เปิดรับการลงทุนจากผู้ประกอบการเอกชนในรูปแบบที่โปร่งใส
- เป้าหมายระยะยาว : พัฒนาพื้นที่สนามบินเพชรบูรณ์รองรับการทดสอบ eVTOL และสร้างระบบ UAM ต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อพื้นที่และภาคบริการ
การพัฒนา MRO และศูนย์บริการภาคพื้นสำหรับสายการบินมีผลต่อระบบเศรษฐกิจในพื้นที่หลายด้าน ทั้งการเพิ่มงานด้านช่างเทคนิค การยกระดับการฝึกอบรมบุคลากรทางการบิน และการขยายบริการเกี่ยวเนื่อง เช่น ลานจอด ภาคพื้น และคลังสินค้า (Cargo) สำหรับพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างกระบี่ ทั้งหมดนี้มีศักยภาพจะเพิ่มรายได้จากบริการที่เกี่ยวข้องกับการบิน
ในมุมของเพชรบูรณ์ การที่สนามบินท้องถิ่นได้รับการพิจารณาให้เป็นพื้นที่ทดสอบอากาศยานไฟฟ้าเปิดโอกาสให้จังหวัดได้ร่วมในเทคโนโลยีการขนส่งรูปแบบใหม่ แม้การทดสอบเชิงเทคนิคและการกำกับดูแลต้องอาศัยการวางมาตรการด้านความปลอดภัย การรับรองการบิน และการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและการเชื่อมต่อสื่อสารที่เหมาะสม
ข้อพิจารณาและขั้นตอนต่อไป
ตามกระบวนการที่ถูกต้อง ทย. จะต้องสรุปผลการศึกษาและนำเสนอข้อเสนอแนะต่อกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเปิดรับการลงทุนเชิงพาณิชย์หรือกำหนดกรอบการทดสอบสำหรับ eVTOL ซึ่งรวมถึงประเด็นด้านการกำกับดูแลการบิน การกำหนดเขตปลอดภัย และมาตรฐานการทดสอบ
| องค์ประกอบการศึกษา | ระบุในรายงานเบื้องต้น |
|---|---|
| ช่วงข้อมูลเที่ยวบิน | พ.ศ. 2557–2566 |
| ประเภทเที่ยวบินที่ศึกษา | ประจำ, ไม่ประจำ, ส่วนตัว, ระหว่างประเทศ |
| พื้นที่นำร่องทดสอบ | สนามบินเพชรบูรณ์ (สำหรับ eVTOL) |
การเดินหน้าพัฒนาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการขยายบริการทางอากาศกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญในการดำเนินงานขั้นต่อไป
สำหรับเพชรบูรณ์ แม้ยังไม่มีรายละเอียดเชิงเทคนิคหรือแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในขั้นนี้ แต่การถูกพิจารณาเป็นพื้นที่ทดสอบแสดงสัญญาณการขยายบทบาทของจังหวัดในสายงานการบินสมัยใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระยะยาว