สถานการณ์ยังวิกฤต พื้นที่กว้างถูกเผาไหม้
15 สิงหาคม พ.ศ. 2569 — สถานการณ์ ไฟป่าพรุควนเคร็ง ในพื้นที่ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่องโดยกินพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ-ทะเลน้อย และขยายเข้าไปทำลายพื้นที่เกษตรกรรมรอบข้าง เจ้าหน้าที่และชาวบ้านรายงานภาพความเสียหายกว้างขวางเป็นหลายร้อยไร่ อาจมากกว่านั้น
ภาพจากมุมสูงชี้ให้เห็นแนวไฟที่ขยายตัวอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันชาวบ้านและผู้นำชุมชนต้องระดมแรงกายลงพื้นที่ดับไฟเพื่อปกป้องพื้นที่เพาะปลูกและที่อยู่อาศัย แม้หลายคนจะอ่อนล้าจากการทำงานต่อเนื่องตั้งแต่กลางคืนที่ผ่านมา
สาเหตุหลักจากการจุดไฟในพื้นที่ป่าแล้วดับไม่สนิท
ผู้นำท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ระบุว่าต้นตอเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความประมาทของบุคคล เช่น การจุดไฟหาของป่า การก่อไฟเพื่อตีผึ้ง หรือต้มกาแฟในพื้นที่ป่าแล้วไม่ได้ดับอย่างมิดชิด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่นำไปสู่การลุกลามของไฟ โดยเฉพาะเมื่อสภาพชั้นพืชหน้าดินหนาแน่นและขาดความชื้น ไฟจึงลุกลามเร็วและควบคุมได้ยาก
"ไม่มีไฟป่ามาอย่างน้อย 3 ปีแล้ว พืชต่างๆ โดยเฉพาะพืชหน้าดินขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้ไฟลุกลามได้เร็วและง่าย กอปรกับไม่มีน้ำขังทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว"
การประสานงานและการสนับสนุนจากหน่วยราชการ
หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ประสานงานระดมกำลังเจ้าหน้าที่และรถน้ำจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่กองทัพภาคที่ 4 ได้นำรถน้ำและกำลังพลมาช่วยควบคุมเพลิง โดยให้ความสำคัญกับแนวไฟที่กำลังมุ่งเข้าไปยังพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยเป็นลำดับแรก
ในระดับกระทรวง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเร่งสนับสนุนกำลังและเครื่องจักรกลสาธารณภัย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมการลุกลามและลดผลกระทบต่อประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติ
| หน่วยงาน/ทรัพยากร | สิ่งที่ส่งไปสนับสนุน |
|---|---|
| ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 สุราษฎร์ธานี | รถดับไฟป่า 1 คัน, รถน้ำขนาด 10,000 ลิตร 1 คัน, รถบรรทุกเล็ก 1 คัน, เจ้าหน้าที่ 5 นาย |
| กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย | เตรียมเฮลิคอปเตอร์ KA-32 และทีม The Guardian Team ประจำการทางอากาศ |
ข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและสภาพอากาศ
เจ้าหน้าที่ระบุว่าพื้นที่เริ่มต้นของไฟอยู่ในเขตเข้าถึงยาก ทำให้ไฟกระจายตัวได้รวดเร็ว เมื่อผนวกกับลมแรง ไฟจึงข้ามถนนหรือแนวกันไฟได้ง่าย ส่งผลให้การควบคุมเป็นเรื่องท้าทายยิ่งขึ้น การขาดแหล่งน้ำขังในพื้นที่พรุยังเป็นปัจจัยที่เพิ่มความรุนแรงของเพลิง
ผลกระทบต่อชุมชนและการป้องกันในระยะยาว
ชาวบ้านรายงานว่าต้องใช้แรงและเวลามากในการปกป้องพืชผลและบ้านเรือน การเกิดไฟป่าซ้ำในพื้นที่อนุรักษ์ย่อมส่งผลต่อระบบนิเวศ พันธุ์พืชหน้าและสัตว์ป่า อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
- ชาวบ้านและผู้นำชุมชนระดมดับไฟเพื่อปกป้องพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย
- หน่วยงานระดับจังหวัดและกระทรวงจัดส่งทรัพยากรสนับสนุนทั้งทางบกและทางอากาศ
- ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามได้เร็วคือชั้นพืชหน้าดินหนาแน่น ลมแรง และขาดน้ำขัง
สิ่งที่ต้องติดตาม
ในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามทิศทางการลุกลามของไฟอย่างใกล้ชิดและประเมินความจำเป็นในการส่งกำลังหรือเครื่องจักรกลเพิ่มขึ้นอย่างทันท่วงที โดยต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นลำดับแรก
รายงานสถานการณ์ยังคงมีการอัปเดตจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการก่อนออกพื้นที่หรือวางแผนการปฏิบัติงานในเขตใกล้เคียง