วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เรียกผู้ต้องหาและผู้เสียหายในคดีเรียกรับเงินในการสอบรับราชการท้องถิ่นมาสอบปากคำ โดยมีผู้ต้องหาเดินทางมาให้ปากคำจำนวน 3 คน ได้แก่ นายประยูร เดชหาญ, นายณัฐกฤต ไตรรัตน์ และ นายประวิทย์ จารุรัชกุล (ชื่อเล่น เฮง) ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย
ภาพรวมข้อกล่าวหาและผู้เสียหาย
หลังการเข้าสังเกตการณ์คดี นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ของสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าหลังจากนำหลักฐานเสนอคณะกรรมาธิการ พบว่าเหตุทุจริตไม่ได้จำกัดอยู่ที่รายชื่อหลักที่เคยปรากฏ แต่ยังมีกลุ่มผู้เสียหายระดับล่างซึ่งจ่ายเงินแล้วแต่สอบไม่ผ่าน และได้มาแจ้งความไว้ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษรวม 19 คดี
จากการสอบสวนพบข้อมูลเบื้องต้นว่าในจังหวัดมีผู้ถูกหลอกในลักษณะดังกล่าวสูงถึง600–700 คน และมูลค่าความเสียหายเฉพาะในจังหวัดประเมินได้ว่าอยู่ที่ประมาณ300 ล้านบาท ซึ่งหากขยายผลไปครอบคลุมทุกจังหวัดอาจมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นหลายระดับไปจนถึงหลักหมื่นล้านบาท
ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนอย่างไร
นายอาสพลธ์ระบุว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นประชาชนฐานะปานกลางถึงยากจนที่มีความหวังให้บุตรหลานได้เข้ารับราชการท้องถิ่น โดยบางรายถูกชักชวนให้จ่ายเงินสูงถึง650,000 บาท จนต้องยอมขายบ้าน ขายรถ หรือไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ส่งผลให้ต้องรับภาระดอกเบี้ยรายวันและความเดือดร้อนทางการเงินอย่างหนัก
“ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นคนเดือดร้อนอย่างมาก อยากให้ลูกหลานรับราชการท้องถิ่น จึงหลงเชื่อผู้ต้องหาที่เรียกเงินสูงถึง 6.5 แสนบาท จนต้องไปกู้เงินนอกระบบ นำบ้าน รถ และทรัพย์สินไปขาย แต่สุดท้ายกลับไม่มีรายชื่อสอบผ่าน ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยรายวัน”
การดำเนินการของตำรวจ ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อดีเอสไอลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้เรียกตัวผู้ต้องหาและผู้เสียหายมาสอบปากคำต่อเนื่อง และมีการประสานข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม คณะกรรมาธิการจะทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ขอข้อมูลการตรวจสอบคดีทุจริตการสอบท้องถิ่นจากสถานีตำรวจทั่วประเทศ พร้อมส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากคดีอาจเข้าข่ายความผิดมูลฐานทางการเงินและความผิดอาญาอื่น ๆ
นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับข้าราชการท้องถิ่นที่ปรากฏความเกี่ยวข้องในคดี ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนได้เชิญให้ผู้เสียหายที่ยังไม่ได้แจ้งความมาร้องทุกข์เพิ่มเติมเพื่อเป็นหลักฐานในการขอเงินคืนและขยายผลคดี
ทิศทางการขยายผลและการเรียกคืนเงิน
จากการสอบสวนมีรายงานว่ามีบุคคลกลางที่ทำหน้าที่รับเงินจากผู้เสียหายได้ติดต่อผู้จ่ายเงินเพื่อแจ้งว่าจะดำเนินการคืนเงินทั้งหมดให้ในวันที่20 สิงหาคม แต่ผู้เสียหายบางส่วนยังคงไม่ไว้วางใจจึงเดินทางมาให้ปากคำกับดีเอสไอเพื่อป้องกันความเสี่ยงและยืนยันสิทธิของตน
- จำนวนคดีที่แจ้งความในจังหวัดศรีสะเกษ: 19 คดี
- จำนวนผู้ต้องหาที่ถูกเรียกสอบปากคำในรอบแรก: 3 คน
- จำนวนผู้ถูกหลอกโดยประมาณ: 600–700 คน
- มูลค่าความเสียหายเฉพาะจังหวัด: ประมาณ 300 ล้านบาท
| พารามิเตอร์ | ตัวเลข/สถานะ |
|---|---|
| คดีที่แจ้งใน จ.ศรีสะเกษ | 19 คดี |
| ผู้ต้องหาที่มาสอบปากคำ | 3 คน |
| ผู้ถูกหลอกโดยประมาณ | 600–700 คน |
| มูลค่าความเสียหาย (เฉพาะ จ.) | ประมาณ 300 ล้านบาท |
ความหมายเชิงกฎหมายและคำแนะนำ
คดีลักษณะเรียกรับเงินเพื่อแลกกับผลการสอบอาจเข้าข่ายความผิดหลายข้อหา ทั้งความผิดทางคดีอาญาเกี่ยวกับการหลอกลวง ประมวลกฎหมายอาญามาตราเกี่ยวกับอั้งยี่ซ่องโจร และยังอาจถูกดำเนินคดีทางแพ่งและวินัยหากมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกำลังประสานกับหน่วยงานปราบปรามการฟอกเงินเพื่อสืบสวนเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด
คณะกรรมาธิการระบุว่าจะใช้โมเดลการทำงานในจังหวัดศรีสะเกษเป็นแนวทางขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อรื้อคดีและติดตามผู้เกี่ยวข้องต่อไป ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เรียกร้องให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายรีบแจ้งความและให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่เพื่อช่วยในการตรวจสอบและเรียกคืนทรัพย์สิน
ทีมข่าวจะติดตามความคืบหน้าการสอบสวน การคืนเงินให้ผู้เสียหาย และการดำเนินคดีทางวินัยและอาญาต่อไป