ผลสำเร็จจากการนำพลังงานแสงอาทิตย์สู่ชุมชน
สำนักงานพลังงานจังหวัดอ่างทองลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินโครงการพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่ดำเนินการร่วมกับเทศบาลตำบลรำมะสักและเทศบาลตำบลท่าช้าง โดยมุ่งสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรรำมะสัก อำเภอโพธิ์ทอง ให้มีระบบรองรับการแปรรูปสมุนไพรด้วยพลังงานสะอาด ทั้งระบบสูบน้ำและระบบอบแห้งที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
โครงการนี้ใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเป็นเงินทั้งสิ้น 1,295,000 บาท เพื่อจัดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3.5 กิโลวัตต์ จำนวน 1 ระบบ และระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 8.00 x 20.80 เมตร จำนวน 1 ระบบ ให้กลุ่มแม่บ้านนำสมุนไพรเข้าสู่กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานกว่าเดิม
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนและคุณภาพสินค้า
การใช้ระบบอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ทำให้กระบวนการอบสมุนไพรเป็นระบบมากขึ้น ลดการปนเปื้อนจากฝุ่นและแมลงวัน ผลผลิตจึงมีคุณภาพ เหมาะแก่การนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มบรรเทาอาการปวด เช่น ลูกประคบ สมุนไพรยาหม่อง ครีมและน้ำมันนวด รวมถึงกลุ่มดูแลเส้นผมและผิวพรรณ เช่น แชมพู สบู่ และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพร เช่น ชาสมุนไพรต่างๆ
หน่วยงานผู้ดำเนินโครงการระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงและเวลาในการผลิตลง ทำให้กลุ่มวิสาหกิจมีความสามารถแข่งขันด้านราคาและคุณภาพสินค้ามากขึ้น ซึ่งเปิดทางให้เข้าถึงตลาดที่ต้องการสินค้าที่สะอาดและควบคุมคุณภาพได้
การประหยัดพลังงานและผลต่อสิ่งแวดล้อม
การติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการชลประทานในพื้นที่ที่รับผิดชอบของเทศบาลตำบลท่าช้างยังแสดงให้เห็นถึงการลดต้นทุนด้านพลังงานในระดับพื้นที่ โดยโครงการที่ดำเนินให้กับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรรำมะสักสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้เครื่องยนต์ดีเซลได้ถึง 52,500 บาทต่อปี
นอกจากนี้ยังประเมินว่าการนำระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้แทนที่การสูบด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 3,278.81 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งเป็นผลเชิงบวกต่อการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน
- งบประมาณโครงการ: 1,295,000 บาท
- ขนาดระบบสูบน้ำ: 3.5 กิโลวัตต์
- ขนาดระบบอบแห้ง: 8.00 x 20.80 เมตร
- การประหยัดค่าเชื้อเพลิง: 52,500 บาท/ปี
- การลดการปล่อย CO2: 3,278.81 กก./ปี
ขยายผลเป็นต้นแบบสู่พื้นที่อื่น
เจ้าหน้าที่พลังงานเสนอว่าโครงการที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่นี้สามารถทำหน้าที่เป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นที่มีความต้องการปรับระบบการผลิตหรือการชลประทานให้สะอาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำระบบสูบน้ำและระบบอบแห้งที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกเชิงเดี่ยวหรือการแปรรูประดับชุมชน จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและอาชีพของชาวบ้าน
ประเด็นสำคัญคือการบูรณาการการสนับสนุนด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และการฝึกอบรมให้กับสมาชิกวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้และบำรุงรักษาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้โครงการสามารถต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่ชุมชนควรรู้และเตรียมตัว
สำหรับชุมชนที่สนใจนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ ควรพิจารณาจุดดังต่อไปนี้
- สำรวจความต้องการพลังงานและขนาดระบบที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก
- วางแผนงบประมาณทั้งการติดตั้งและค่าบำรุงรักษาระยะยาว
- จัดทำระบบบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับกำลังการอบแห้งและการจัดเก็บ
- ฝึกอบรมสมาชิกเรื่องการใช้และดูแลระบบพลังงานแสงอาทิตย์
การผลักดันพลังงานสะอาดในระดับชุมชนไม่เพียงลดต้นทุนและลดมลพิษเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชนบท หากมีการวางแผนและการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง ผลจากโมเดลอ่างทองนี้อาจขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นได้อย่างเป็นรูปธรรม