ภาพรวมการถ่ายโอนและคำถามเชิงนโยบาย
หน่วยประมวลสถานการณ์ระบบสุขภาพ (HSIU) ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) รายงานว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 4,559 แห่ง ย้ายมาอยู่ภายใต้การบริหารขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ครอบคลุมการถ่ายโอนใน 63 จังหวัด ขณะที่ในช่วงต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีแผนถ่ายโอนเพิ่มอีก 617 แห่ง ทำให้ปริมาณการถ่ายโอนรวมคิดเป็นกว่า 52 เปอร์เซ็นต์ ของ รพ.สต. ทั้งประเทศ
งานวิจัยเชิงวิเคราะห์และพื้นที่ศึกษาตัวอย่าง
เพื่อศึกษาผลกระทบด้านการส่งเสริมสุขภาพและการควบคุมโรคที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนสังกัด ผศ. ดร.อัจฉราวดี ศรียะศักดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยเครือข่าย สวรส. และทีม ได้ดำเนินโครงการวิจัยเรื่องการวิเคราะห์นโยบายการส่งเสริมสุขภาพและควบคุมโรคของ อบจ. โดยเลือกศึกษากรณีตัวอย่างใน 3 จังหวัด ได้แก่ แพร่, ชัยภูมิ และ กระบี่ ผลการศึกษานำมานำเสนอและรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในการประชุมคืนข้อมูลเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
สัดส่วนการถ่ายโอนในพื้นที่ตัวอย่าง
| จังหวัด | สัดส่วนการถ่ายโอน รพ.สต. |
|---|---|
| แพร่ | 100% |
| กระบี่ | 61% |
| ชัยภูมิ | 43% |
ปัจจัยที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไม่สะดุด
งานวิจัยชี้ว่าแม้การเปลี่ยนสังกัดจะสร้างความไม่แน่นอนต่อการให้บริการปฐมภูมิ แต่มีปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินงานยังคงต่อเนื่อง ได้แก่
- ภาวะผู้นำของผู้บริหารท้องถิ่น ที่สามารถจัดสรรทรัพยากรและกำหนดทิศทางให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
- ความใกล้ชิดกับประชาชน ซึ่งเอื้อต่อการออกแบบบริการที่ตรงกับปัญหาสุขภาพในพื้นที่
- ความเข้มแข็งของเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพและติดตามผู้ป่วย
อุปสรรคที่เป็นข้อจำกัดเด่น
ในทางกลับกันการศึกษาระบุปัญหาหลักที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อคงคุณภาพบริการปฐมภูมิเมื่อการบริหารเปลี่ยนมือ ดังนี้
- กำลังคนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถ่ายโอนจำนวนมาก ทำให้การดูแลต่อเนื่องถูกท้าทาย
- บุคลากรใหม่ยังขาดความพร้อม ทั้งด้านทักษะและความเข้าใจในระบบรายงานและการบริหารจัดการสุขภาพ
- ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบการเงินและการจัดซื้อจัดจ้าง ที่บางครั้งทำให้การจัดหายาและเวชภัณฑ์ล่าช้าหรือไม่สอดคล้องกับภารกิจสาธารณสุข
- ภาระการรายงานข้อมูลหลายระบบ ส่งผลให้บุคลากรต้องใช้เวลาจัดการเอกสารมากขึ้นและลดเวลาที่ใช้กับการดูแลคนไข้
- ความรับผิดชอบซ้อนระหว่าง อบจ. กับหน่วยงานสาธารณสุขเดิม ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนด้านบทบาทและการติดตามผลลัพธ์สุขภาพ
"โจทย์คือหลังเปลี่ยนสังกัดแล้ว คุณภาพและความต่อเนื่องของบริการสุขภาพปฐมภูมิจะเป็นอย่างไร" — ผศ. ดร.อัจฉราวดี ศรียะศักดิ์
ผลลัพธ์ด้านตัวชี้วัดและข้อเสนอเชิงนโยบาย
งานวิจัยวิเคราะห์ตัวชี้วัดด้านการส่งเสริมสุขภาพและควบคุมโรคจำนวน 10 ตัวชี้วัดย้อนหลัง 5 ปี โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การจัดการโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง การคัดกรองและดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงตามแผนการดูแล (care plan) และประเด็นสำคัญอื่น ๆ ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นความแตกต่างและแนวโน้มที่ขึ้นกับบริบทท้องถิ่นและความพร้อมของระบบบริการหลังการถ่ายโอน
จากข้อค้นพบ ผู้วิจัยเสนอให้มีการวางกรอบการบริหารจัดการที่ชัดเจนระหว่าง อบจ. และหน่วยงานสาธารณสุข พร้อมมาตรการเสริมกำลังคน ระบบข้อมูลกลางที่ลดการซ้ำซ้อน และการปรับกรอบกฎระเบียบทางการเงินเพื่อรองรับภารกิจทางสาธารณสุขในระดับปฐมภูมิ
ความหมายต่อจังหวัดกระบี่
สำหรับจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีการถ่ายโอน รพ.สต. ราว 61% การประกันว่าภารกิจการส่งเสริมสุขภาพและการควบคุมโรคจะยังคงมีคุณภาพ จำเป็นต้องอาศัยทั้งการเสริมศักยภาพบุคลากร การประสานงานกับ อสม. และการแก้ไขปัญหาระบบข้อมูลและข้อกฎหมาย เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงการบริหารส่งผลกระทบต่อการดูแลประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
เมื่อระบบสาธารณสุขปฐมภูมิเป็นด่านหน้าในการป้องกันและจัดการโรค การวางมาตรการเชิงระบบเพื่อรองรับการถ่ายโอนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องร่วมมือระหว่างท้องถิ่น หน่วยบริการ และกระทรวงสาธารณสุข