วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569 ที่ห้องรับรอง อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ มีการประชุมระหว่าง ดร.อโลนา ฟิชเชอร์ คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กับ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ร่วมรับฟังการหารือ ซึ่งประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำคือการขยายความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยว การศึกษา เทคโนโลยี การเกษตร และการคุ้มครองแรงงานไทยที่ทำงานในอิสราเอล
ย้ำเชียงใหม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและพร้อมต้อนรับ
นายศิวกรให้ข้อมูลว่า จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นพื้นที่เป้าหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการและความพร้อมในการอำนวยความสะดวก รวมทั้งดูแลความปลอดภัยแก่ผู้มาเยือนจากนานาประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับอิสราเอลต่อไป
โอกาสด้านแรงงานและการคุ้มครองชาวไทย
จากการหารือ เอกอัครราชทูตอิสราเอลได้ชี้แจงสถานการณ์แรงงานไทยในอิสราเอลว่า แม้จะมีความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่แรงงานไทยยังคงมีการเดินทางไปทำงานในอิสราเอลเพิ่มขึ้น และได้รับการดูแลในระดับหนึ่ง ทั้งนี้รัฐบาลอิสราเอลได้ปรับเพิ่มโควตาแรงงานไทยภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลโดยตรงต่อแรงงานชาวเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง
“ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานอยู่ในอิสราเอลประมาณ 65,000 คน ... อิสราเอลได้เพิ่มโควตาแรงงานไทยในภาคเกษตรกรรมจากเดิม 16,000 คน เป็น 18,000 คนต่อปี”
การกล่าวถึงตัวเลขข้างต้นชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงแรงงานที่เข้มแข็ง แต่เอกอัครราชทูตยังระบุว่า การจ้างงานบางส่วนยังเป็นรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ (B2B) และยังไม่มีกรอบข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล (G2G) อย่างเป็นทางการ หากมีข้อตกลงในระดับรัฐบาล จะช่วยอำนวยความสะดวกและคุ้มครองแรงงานไทยได้มากขึ้น
พื้นที่หารืออื่น ๆ และความร่วมมือทางวิชาการ
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในด้านเทคโนโลยี การเกษตร และการป้องกันภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นสาขาที่อิสราเอลมีศักยภาพและเทคโนโลยีที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคการเกษตรและสถาบันการศึกษาของเชียงใหม่ การขยายความร่วมมือในด้านวิชาการจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิจัยท้องถิ่นเข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรม
ผลกระทบเชิงท้องถิ่นและสิ่งที่ต้องติดตาม
- แรงงานไทยในอิสราเอล: ตัวเลขแรงงานและโควตาที่เพิ่มขึ้นสามารถสร้างโอกาสด้านรายได้ แต่ต้องติดตามมาตรการคุ้มครองแรงงาน
- การท่องเที่ยว: หากมีการส่งเสริมความร่วมมือจริง เชียงใหม่อาจเห็นการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลและผู้สนใจจากตลาดตะวันออกกลาง
- ความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการศึกษา: โครงการแลกเปลี่ยนหรือความร่วมมือเชิงวิชาการจะช่วยยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของจังหวัด
สำหรับชุมชนชาวอิสราเอลในเชียงใหม่ เอกอัครราชทูตยังกล่าวขอบคุณหน่วยงานท้องถิ่นที่ให้การอำนวยความสะดวก โดยชี้ให้เห็นว่าชุมชนดังกล่าวมีการรวมตัวพบปะอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
ข้อมูลเชิงตัวเลขที่หารือ
| ประเด็น | ข้อมูลที่ระบุ |
|---|---|
| จำนวนแรงงานไทยในอิสราเอล | ประมาณ 65,000 คน |
| โควตาแรงงานภาคเกษตรกรรม (เดิม) | 16,000 คน/ปี |
| โควตาแรงงานภาคเกษตรกรรม (ปัจจุบัน) | 18,000 คน/ปี |
การหารือครั้งนี้สะท้อนท่าทีที่เปิดกว้างของทั้งสองฝ่ายในการส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้าน ขณะที่รายละเอียดขั้นตอนต่อไป เช่น การจัดทำบันทึกข้อตกลงหรือการลงนามในกรอบความร่วมมือ ยังต้องติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่ายต่อไป
ผู้อ่านที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานข้ามประเทศหรือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวสามารถติดตามประกาศจากทางราชการจังหวัดและสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเพื่อรับข้อมูลเชิงปฏิบัติการและแนวทางการดำเนินการต่อไป