SMO ขยายไลน์ผลิต มุ่งต่อยอดห่วงโซ่ปาล์ม
บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ประกาศเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิต โดยการปรับเพิ่มกำลังการผลิตรวมของกลุ่มบริษัทจากเดิมและลงทุนในโครงการใหม่ ๆ เพื่อขยายฐานรายได้และสร้าง New S-Curve ให้ธุรกิจในระยะยาว ข้อมูลที่บริษัทนำเสนอในงานสัมมนา "Dinner Talk ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน" ที่จัดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ระบุรายละเอียดของแผนการขยายกำลังการผลิตและการลงทุนอย่างชัดเจน
รายละเอียดการขยายกำลังการผลิต
SMO แจ้งว่าโรงงานสาขาพนมได้เพิ่มกำลังการผลิตจาก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง เป็น 150 ตัน ส่วนบริษัทในเครือคือบริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด ปรับเพิ่มจาก 60 ตันเป็น 75 ตันต่อชั่วโมง ส่งผลให้กำลังการผลิตติดตั้งรวมของกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็น 345 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง จากเดิมที่มีอยู่ 255 ตัน คิดเป็นการเติบโตราว 35.29%
| หน่วยงาน | กำลังการผลิตเดิม (ตัน/ชม.) | กำลังการผลิตใหม่ (ตัน/ชม.) |
|---|---|---|
| โรงงานสาขาพนม | 75 | 150 |
| บริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด (บริษัทย่อย) | 60 | 75 |
| รวมกลุ่ม (ติดตั้ง) | 255 | 345 |
ลงทุนโรงงาน CPKO และโครงการสีเขียว
นอกจากการเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว บริษัทได้วางแผนลงทุนในโครงการโรงงานผลิตน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่มี กำลังการผลิต 300 ตันต่อวัน รวมถึงติดตั้งระบบระเหยน้ำเสีย (Evaporator–Green Project) ที่มีกำลังการผลิต 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ณ สาขาพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อต่อยอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมปาล์มไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิต
ภาพรวมผลประกอบการและเป้ารายได้
จากผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 พ.ศ. 2569 SMO รายงานรายได้รวมอยู่ที่ 3,518.55 ล้านบาท เติบโตขึ้นราว 2.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมียอดรายได้ 3,433.52 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 29.56 ล้านบาท การลงทุนขยายกำลังการผลิตและโรงงานใหม่ถูกประเมินว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่กลุ่มบริษัทกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อโครงการทั้งหลายสามารถเดินเครื่องได้เต็มที่
ผลต่ออุตสาหกรรมและตลาดในประเทศ
โครงการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนความต้องการวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารสัตว์ โอเลโอเคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ ผงซักฟอก และผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการต่อเนื่อง การเพิ่มกำลังการผลิต รวมทั้งการแปรรูปเมล็ดปาล์มจะยกระดับมูลค่าของวัตถุดิบภายในประเทศ ส่งผลต่อรายได้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่ปาล์มตั้งแต่ผู้ปลูก ผู้รวบรวมจนถึงผู้แปรรูป
- เสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และเคมีภัณฑ์
- ขยายช่องทางสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิต CPKO และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง
- ลดปัญหาน้ำเสียด้วยโครงการ Evaporator ที่ติดตั้งในสาขาพนม
ความท้าทายและข้อสังเกต
แม้การขยายกำลังการผลิตจะมีศักยภาพในการสร้างรายได้ แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น การบริหารต้นทุนพลังงานและการดำเนินงานของโรงงาน รวมถึงการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานที่กำหนด ผู้เล่นในอุตสาหกรรมยังต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทั้งต้นทางและปลายทางของห่วงโซ่การผลิต
สรุป
การตัดสินใจของ SMO ในการเพิ่มกำลังการผลิตและลงทุนในโรงงาน CPKO รวมถึงโครงการระเหยน้ำเสีย สะท้อนทิศทางการขยายธุรกิจเพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่และยกระดับมูลค่าของผลิตภัณฑ์ปาล์ม หากโครงการเหล่านี้ดำเนินได้ตามแผน จะไม่เพียงแต่เพิ่มรายได้ให้กลุ่มบริษัทเท่านั้น แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในภาพรวม
รายงานจากเวทีสัมมนาในจังหวัดเชียงใหม่ ระบุข้อมูลเชิงตัวเลขและแผนการลงทุนที่ชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมแปรรูปปาล์มในประเทศกำลังมองหาโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืนของธุรกิจในอนาคต