อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเผชิญกับความกังวลของชาวบ้านภายหลังผลตรวจระดับสารปนเปื้อนในพืชและดินชี้ว่า มีการตรวจพบโลหะหนักในหลายพื้นที่ของลุ่มน้ำกก ในเขตตำบลท่าตอนและตำบลแม่นาวาง ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยของผลผลิตและรายได้เกษตรกรในภูมิภาค
ผลตรวจซ้ำหลายครั้ง พบตัวอย่างไม่ผ่านมาตรฐานสูง
ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้เกี่ยวข้องทั้งเกษตรอำเภอ สภาเกษตรกร นักวิชาการ และผู้นำชุมชนได้หารือแนวทางรับมือ หลังจากที่มีการเก็บตัวอย่างพืชตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 จนถึงสิงหาคม พ.ศ. 2569 รวมการเก็บตัวอย่างทั้งสิ้น 61 ตัวอย่าง ในการเก็บตัวอย่าง 9 ครั้ง และผลการตรวจวิเคราะห์ที่ดำเนินการ 6 ครั้ง ตรวจตัวอย่างจำนวน 54 ตัวอย่าง
ผลการวิเคราะห์แจ้งว่า พืชที่ตรวจพบไม่ผ่านมาตรฐานมีจำนวน 43 ตัวอย่าง (ร้อยละ 80) ขณะที่ผ่านมาตรฐานเพียง 11 ตัวอย่าง (ร้อยละ 20) โดยพบการปนเปื้อนของสารโลหะหนักหลายชนิด ได้แก่
- แคดเมียม ตรวจพบใน 37 ตัวอย่าง
- ตะกั่ว ตรวจพบใน 14 ตัวอย่าง
- สารหนู ตรวจพบใน 10 ตัวอย่าง
พืชที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสูง ได้แก่ พริกขี้หนู แตงกวา มันเทศ กระเทียม มะเขือม่วง ข้าวโพดหวาน และมะม่วง ซึ่งเป็นพืชที่ชาวบ้านปลูกเพื่อการบริโภคและจำหน่าย
การตอบสนองจากหน่วยงานและแผนการเฝ้าระวัง
ตัวแทนกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างดินและตะกอนในพื้นที่อำเภอแม่อาย และพบจุดที่มีสารหนูเกินค่ามาตรฐานจำนวน 3 จุด ขณะนี้มีการจัดทำแผนการเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมในพื้นที่รวม 60 จุด รอบระยะทางตั้งแต่ 100 เมตรถึง 2,000 เมตร เพื่อสร้างแผนที่เฝ้าระวังความเสี่ยง โดยแบ่งระดับการปนเปื้อนเป็น 3 ระดับ ได้แก่ สีเขียว (ปลอดภัย) สีเหลือง (เฝ้าระวัง) และสีแดง (เกินค่ามาตรฐาน)
แนวทางการจัดการดินที่เสนอแยกตามระดับความเสี่ยงคือ
- พื้นที่สีเขียว: ใช้การเกษตรได้ตามปกติ แต่ต้องตรวจสอบดินปีละครั้ง
- พื้นที่สีเหลือง: ควรตรวจสอบปีละสองครั้ง และปรับปรุงโดยเพิ่มอินทรียวัตถุลงในดิน
- พื้นที่สีแดง: ต้องบูรณาการหน่วยงานเพื่อหามาตรการแก้ไขและหลีกเลี่ยงการปลูกพืชเพื่อบริโภค
คำแนะนำด้านการปลูกพืชและทางเลือกทางเศรษฐกิจ
เกษตรอำเภอแม่อายได้แนะนำให้เกษตรกรพิจารณาปรับเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูก โดยเน้นพืชที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคหรือเปลี่ยนไปสู่ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา สัก และ ไผ่ เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและตลาด ในขณะเดียวกันรณรงค์ให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกสำหรับการให้น้ำพืชจนกว่าจะมีผลการตรวจสอบที่ชัดเจน
ความวิตกของชุมชนและข้อเรียกร้อง
ตัวแทนเกษตรกรได้สะท้อนปัญหาว่า ชาวบ้านหลายรายไม่ทราบผลการตรวจแปลงที่ตนเองส่งตัวอย่างไปตรวจ และการตรวจกรณีนี้ไม่มีค่าตอบแทนทำให้แรงจูงใจในการร่วมมือของชาวบ้านลดลง นอกจากนี้ชาวบ้านกังวลว่าหากข่าวการปนเปื้อนแพร่หลาย อาจส่งผลให้ผู้ซื้อไม่รับซื้อหรือลดราคาผลผลิต
"ผลกระทบที่เกิดขึ้นปัจจุบันเกษตรกรหวั่นวิตกผลกระทบการขายผลผลิตทางการเกษตร อาจทำให้ราคาตกต่ำ และไม่รับซื้อผลผลิต อยากให้พิสูจน์การปนเปื้อนและอยากให้ภาครัฐแก้ไข" — นายราชา คำพินิจ กำนันตำบลท่าตอน
การดำเนินการต่อไปและข้อควรระวังสำหรับชาวบ้าน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนจะเก็บตัวอย่างเพิ่มและนำเทคนิคการตรวจสอบเชิงนิติวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมาช่วยพิสูจน์แหล่งที่มาของการปนเปื้อน ว่ามาจากธาตุจากดิน น้ำหรือสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ผลการตรวจข้าวยังไม่เกินค่ามาตรฐานและยังสามารถบริโภคได้
สำหรับเกษตรกรและผู้บริโภค ควรติดตามข้อมูลผลตรวจอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลีกเลี่ยงการใช้แหล่งน้ำที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย และพิจารณาปรับเปลี่ยนชนิดพืชหรือวิธีการปลูกตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางสุขภาพและผลกระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือน
| ข้อมูล | จำนวน/รายละเอียด |
|---|---|
| จำนวนตัวอย่างที่เก็บ | 61 ตัวอย่าง (เก็บ 9 ครั้ง) |
| จำนวนตัวอย่างที่ตรวจวิเคราะห์ | 54 ตัวอย่าง (วิเคราะห์ 6 ครั้ง) |
| ตัวอย่างไม่ผ่านมาตรฐาน | 43 ตัวอย่าง (ร้อยละ 80) |
| สารโลหะหนักที่พบ | แคดเมียม 37, ตะกั่ว 14, หนู 10 |
ข่าวการปนเปื้อนในแม่อายยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่ชาวบ้านต้องการความชัดเจนทั้งด้านข้อมูลและมาตรการจากหน่วยงานรัฐเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในผลผลิตของพื้นที่ กรณีนี้สะท้อนความสำคัญของการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ภูมิภาค
ชัยวัฒน์ ทองดี ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดเชียงใหม่, WE NEWS