สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุโขทัยเร่งผลักดันการผลิตพืชผักของสมาชิกสหกรณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อแก้ปัญหารายได้ไม่สม่ำเสมอของเกษตรกรในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการวางแผนการผลิตและการเชื่อมช่องทางการจำหน่าย ตั้งแต่ตลาดท้องถิ่นจนถึงโมเดิร์นเทรด
แนวทางเชิงนโยบาย: ผลิตตามตลาด ไม่ใช่ปลูกตามใจ
คุณวีรภัทร เณรศาสตร์ สหกรณ์จังหวัดสุโขทัย ระบุว่า จากการสำรวจอาชีพของสมาชิก พบทั้งการทำนา ปลูกอ้อย และปลูกพืชผัก แต่เมื่อพิจารณารายได้แล้วพบว่าการพึ่งพาพืชหลักเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ สหกรณ์จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นเบื้องหลังเพื่อเปิดทางเลือกอาชีพและเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับสมาชิก
“หลักสำคัญเลยก็คือ เริ่มต้นผลิตผักที่ปลอดภัยก่อน ก็มีมาตรฐาน GAP และค่อยๆ ขยับไปเป็นเกษตรอินทรีย์”
แนวทางนี้มุ่งให้สมาชิกเริ่มจากการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ก่อนจะพัฒนาไปสู่การผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ โดยมีการประสานงานกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อรับซื้อผลผลิตและชี้แจงความต้องการของตลาดอย่างชัดเจน
การวางแผนการผลิตเชิงปฏิบัติ
การวางแผนไม่ได้มุ่งให้เกษตรกรปลูกแต่สิ่งที่ตนเองชอบ แต่เริ่มจากการวิเคราะห์ความต้องการของตลาด แล้วนำความถนัดของเกษตรกรแต่ละรายมาจัดกลุ่มการผลิต เช่น ผู้ที่ชำนาญผักพื้นบ้านอาจทำมะเขือ มะละกอ กะเพรา หรือพืชสมุนไพร เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ขณะที่เกษตรกรบางรายเลือกปลูกผักที่เป็นเทรนด์ตลาด เช่น ผักสลัดกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ผักคอส และฟินเลย์
ภายใต้แนวคิดนี้ มีการประชุมร่วมเพื่อวางแผนช่วงเวลาการออกสู่ตลาด ทำให้สินค้าออกอย่างมีจังหวะ ช่วยให้รายได้ของครัวเรือนมีความต่อเนื่อง ไม่ต้องรอผลผลิตจากพืชหลักเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างการเชื่อมตลาดในพื้นที่
แนวคิดดังกล่าวได้นำไปปฏิบัติในนิคมสหกรณ์หนองบัว ซึ่งมีการจัดระบบการผลิตและการรับซื้อเป็นกลุ่ม ทำให้สามารถรวบรวมผลผลิตส่งออกสู่ตลาดได้เป็นปริมาณมากขึ้น ตัวเลขที่เปิดเผยจากพื้นที่ระบุว่า ขณะนี้สามารถส่งผักรวมกันได้กว่า 10 ตันต่อเดือน
| จังหวะการส่งออก | ความหมาย |
|---|---|
| รายวัน | ผักสดที่ออกสู่ตลาดทุกวัน |
| รายสัปดาห์ | การจัดส่งเป็นชุดตามคำสั่งซื้อประจำสัปดาห์ |
| รายเดือน | ผลผลิตที่วางแผนส่งเป็นรายเดือนหรือตามความต้องการของคู่ค้ารายใหญ่ |
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและความยั่งยืน
การเปลี่ยนจากการปลูกแบบต่างคนต่างปลูกมาเป็นการวางแผนผลิตตามตลาด มีข้อดีด้านเศรษฐกิจชัดเจน คือช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาย เพิ่มสภาพคล่องให้ครัวเรือน และเอื้อให้สามารถต่อรองกับผู้ซื้อได้ดีขึ้นเมื่อรวมปริมาณการผลิตเป็นกลุ่ม นอกจากนี้การเริ่มจากการผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัย เช่น GAP ยังเป็นบันไดสำคัญก่อนการพัฒนาไปสู่เกษตรอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคบางกลุ่มและตลาดส่งออก
- สหกรณ์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมเกษตรกร-ตลาด
- การวางแผนผลิตช่วยให้มีรายได้หมุนเวียนระหว่างปี
- การรวมปริมาณส่งออกช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ซื้อ
แม้จะมีความก้าวหน้าในการเชื่อมตลาดและการรวมกลุ่มผลิต แต่ความท้าทายยังคงอยู่ที่การฝึกทักษะการผลิตตามมาตรฐาน การบริหารจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการรักษาคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโมเดิร์นเทรด ซึ่งสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเกษตรกรในสุโขทัย แนวทางนี้เป็นทั้งโอกาสและทางเลือกที่จะทำให้รายได้มีความต่อเนื่องยิ่งขึ้น หากการประสานงาน การวางแผนการผลิต และการเชื่อมช่องทางตลาดสามารถขยายผลสู่สมาชิกสหกรณ์ในวงกว้างได้