ยโสธร — หลังเกิดฝนตกหนักร่วมกับมวลน้ำจากต้นน้ำฝั่งเหนือที่ไหลลงมาสมทบ ทำให้ลำน้ำยังเอ่อล้นตลิ่งจนท่วมพื้นที่การเกษตรหลายท้องที่ในพื้นที่อำเภอเมือง โดยเฉพาะบริเวณบ้านใหม่ชุมพร ตำบลเดิด สถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ระดับน้ำที่ท่วมพื้นที่นาข้าวลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังไม่สามารถพลิกฟื้นผลผลิตการเกษตรที่ได้รับความเสียหายได้ทันที
ภาพรวมสถานการณ์และมาตรการระบาย
ปริมาณน้ำที่ไหลมาสมทบเกิดจากฝนตกหนักช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม และมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำในจังหวัดกาฬสินธุ์และเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นต้นน้ำลำน้ำยัง ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นจนไหลเข้าท่วมที่นาฝั่งสองข้างลำน้ำเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มความพยายามระบายน้ำจากเขื่อนยโสธร-พนมไพรลงสู่ท้ายแม่น้ำชีอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความรุนแรงของน้ำท่วมในลุ่มน้ำยังและลดความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูก
ผลกระทบต่อการเกษตร
ผลกระทบสำคัญมุ่งไปที่พื้นที่นาข้าวโดยตรง โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นข้าวนาปรังรอการเก็บเกี่ยวรอบสอง ขณะที่อีกส่วนเป็นข้าวนาปีที่เพิ่งหว่านก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ ทำให้ต้นข้าวเน่าเสียหายและตายเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรและอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานข้าวระดับท้องถิ่น
- พื้นที่นาข้าวในบ้านใหม่ชุมพร ต.เดิด ถูกน้ำท่วมยาวนานกว่า 2 สัปดาห์
- มีทั้งข้าวนาปรังที่รอเก็บเกี่ยวและข้าวนาปีที่เพิ่งหว่านได้รับความเสียหาย
- การระบายน้ำจากเขื่อนช่วยลดระดับน้ำได้บางส่วน แต่ไม่สามารถฟื้นผลผลิตที่เน่าเสียไปแล้ว
ตัวเลขสำคัญด้านการจัดการน้ำ
ข้อมูลจากเขื่อนยโสธร-พนมไพรในเช้าวันดังกล่าว ระบุระดับน้ำและการระบายดังนี้
| รายการ | ค่าที่บันทึก |
|---|---|
| ปริมาณน้ำหน้าเขื่อน | 123.34 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง (เพิ่มขึ้น 78 เซนติเมตร) |
| ปริมาณน้ำท้ายเขื่อน | 119.80 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง (ลดลง 123 เซนติเมตร) |
| บานประตูที่เปิด | 8 บาน ยกสูงบานละ 40 เซนติเมตร |
| ความจุเขื่อน | 8.46 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 66.769% ของความจุ |
| ปริมาณน้ำไหลผ่าน | 233.350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 20.161 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน |
การประเมินสถานการณ์และข้อควรระวัง
แม้ระดับน้ำในลำน้ำยังจะลดลงแล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมยังคงอยู่ เกษตรกรต้องเผชิญกับความสูญเสียของผลผลิตที่ไม่สามารถกู้คืนได้ทันฤดูกาล ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำยังเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมซ้ำหากมีฝนตกหนักหรือมวลน้ำจากต้นน้ำเพิ่มขึ้นอีก
ผู้ที่อาศัยหรือทำกินบริเวณแนวตลิ่งควรติดตามประกาศจากหน่วยงานชลประทานและป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแจ้งเตือนระดับน้ำและแผนการระบายน้ำจากฝายหรือเขื่อน
ปัญหาระยะยาวและการเตรียมการ
เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นความเปราะบางของพื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำ ทั้งจากฝนตกหนักในท้องถิ่นและมวลน้ำจากต้นน้ำ การวางแผนบริหารจัดการน้ำที่บูรณาการ รวมถึงการจัดที่ดินเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยง และการส่งเสริมมาตรการลดความเสี่ยง เช่น การใช้พันธุ์ข้าวต้านทานน้ำท่วมหรือการประกันภัยพืชผล อาจช่วยลดผลกระทบในระยะยาว
สถานการณ์จะยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่น้ำชีและการดำเนินการของเขื่อนยโสธร-พนมไพร เพื่อประเมินแนวโน้มความเสี่ยงและการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบ