กรณีคลิปไลฟ์สดจำหน่ายซอสปรุงรสโดยแม่ค้าร้านขายของชำในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ที่เผยให้เห็นสภาพสินค้าที่มีทั้ง "ใกล้หมดอายุ" และ "หมดอายุ" รวมทั้งฉลากชำรุดและสภาพรถขนสินค้าที่เปรอะเปื้อน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบและออกคำสั่งปิดกิจการแบบไม่มีกำหนด
เจ้าของร้านรับซื้อล็อตสินค้าหลุดคิวซี ยืนยันไม่มีเจตนาจะทำผิด
เจ้าของร้านให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่าตนได้เหมาซื้อสินค้าจำนวนหนึ่งในราคา 20,000 บาท ซึ่งผู้ขายอ้างว่าเป็นงานเคลมหรือสินค้าหลุดการตรวจคุณภาพ (หลุดคิวซี) โดยส่วนใหญ่เป็นซอสปรุงรส แต่เมื่อสินค้ามาถึงพบว่าสภาพไม่เป็นไปตามที่คิด ทั้งตัวรถขนสินค้าสกปรกและสินค้าบางชิ้นมีวันหมดอายุที่ชัดเจนว่าเกินกว่าเวลาที่ควรจะจำหน่าย
ส่วนเหตุผลที่ให้พนักงานสวมชุดป้องกัน (PPE) ขณะยกสินค้า เจ้าของร้านชี้แจงว่าเป็นชุดที่เหลือจากช่วงที่นำไปบริจาคสมัยการระบาดของโรคโควิด-19 และต้องการป้องกันกลิ่นหรือคราบสกปรก ไม่ใช่การปกปิดสภาพสินค้า
"ยืนยัน ไม่มีเจตนาจะทำผิด"
เจ้าของร้านยังบอกอีกว่า ตนตกใจและเครียดมากจากเหตุการณ์จนไม่อยากพบหน้าผู้ใด และยอมรับว่าเคยคิดสั้นจากความกดดันที่เกิดขึ้น
หน่วยงานทำลายสินค้าและคำสั่งปิดกิจการ
ภายหลังการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้สั่งปิดกิจการของร้านดังกล่าวแบบไม่มีกำหนดและนำสินค้าไปทำลายตามขั้นตอน เจ้าของร้านแจ้งว่าสินค้าได้ถูกนำไปทำลายจริงที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ทีมข่าวลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบจุดทำลายตามคำชี้แจงและพบว่าการทำลายสินค้ามีการดำเนินการตามที่เจ้าของร้านกล่าวอ้าง
ปัญหาที่ผู้บริโภคสะท้อน
จากการสอบถามผู้บริโภครายย่อย ผู้คนจำนวนหนึ่งระบุว่ามักไม่ได้สังเกตวันหมดอายุบนฉลากเพราะตัวอักษรมีขนาดเล็กหรือหาตำแหน่งยาก บางคนใช้วิธีสังเกตด้วยประสบการณ์ เช่น ใช้นานแล้วไม่เคยมีปัญหา หรือสังเกตการเปลี่ยนสีของผลิตภัณฑ์ก่อนจะทิ้งหรือเปลี่ยนใช้
ความเห็นของผู้บริโภคที่สอบถามชี้ว่า:
- ป้ายแจ้งวันหมดอายุบนบรรจุภัณฑ์บางครั้งตัวอักษรเล็กและไม่เด่น
- ผู้บริโภคบางส่วนไม่ได้ตรวจวันหมดอายุเมื่อซื้อสินค้าในราคาถูก
- มีข้อสงสัยว่าขั้นตอนการกำจัดสินค้าหลุดการตรวจคุณภาพอาจยุ่งยากและมีค่าใช้จ่าย จึงเกิดการหมุนเวียนของสินค้าเหล่านี้เข้าสู่ตลาด
ประเด็นเชิงสังคมและการกำกับดูแล
เหตุการณ์นี้หยิบยกคำถามสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบการและระบบการกำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับท้องถิ่น เช่น แนวทางการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าที่ขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด การคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อพบสินค้าที่อาจเป็นอันตราย และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ตกเป็นเหยื่อของซัพพลายเชนสินค้าไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ ควรมีการพิจารณาว่าขั้นตอนการทำลายสินค้าหลุดคิวซีและงานเคลมมีความชัดเจนและเอื้อต่อการปฏิบัติของผู้ประกอบการหรือไม่ เพราะความยุ่งยากด้านกระบวนการและต้นทุนอาจเป็นปัจจัยให้สินค้ากลุ่มนี้รั่วไหลออกสู่ตลาด
ข้อมูลเชิงตัวเลขจากเหตุการณ์
| ประเด็น | ข้อมูล |
|---|---|
| ราคาซื้อสินค้าล็อตที่เจ้าของร้านอ้าง | 20,000 บาท |
| ราคาขายซอสในไลฟ์ (ตามรายงาน) | 5–10 บาท/ขวด |
| สถานที่เกิดเหตุ | อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี |
| จุดทำลายสินค้า | อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี |
ข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภคและหน่วยงาน
เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวังเมื่อตัดสินใจซื้อสินค้าราคาถูกเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีฉลากชัดเจนหรือมีสภาพบรรจุภัณฑ์เสียหาย ผู้บริโภคควร:
- ตรวจวันเดือนปีที่หมดอายุก่อนซื้อ และหากไม่พบให้สอบถามผู้ขาย
- หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่บรรจุภัณฑ์ชำรุดหรือมีร่องรอยเปิดก่อน
- แจ้งหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อพบสินค้าที่สงสัยว่าไม่ปลอดภัย
สำหรับหน่วยงานท้องถิ่น เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการเสริมมาตรการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของชุมชนและลดแรงกดดันที่อาจนำไปสู่ปัญหาด้านสภาพจิตใจของผู้ประกอบการ
ทีมข่าวจะติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ต่อไป