สังคม มุกดาหาร มุกดาหาร (18)

ครอบครัวข้องใจ รอรักษาเกือบ 4 ชั่วโมง ผู้ป่วยวัย 65 เสียชีวิต รพ.มุกดาหารรับกระบวนการล่าช้า

ครอบครัวของผู้ป่วยชายวัย 65 ปี ตั้งคำถามต่อการดูแลในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐ หลังผู้เป็นบิดาเข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดท้องรุนแรงเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569 แต่ต้องรอการประเมินซ้ำและการตรวจเพิ่มเติมนานกว่ากำหนด ก่อนอาการทรุดและเสียชีวิต ขณะผู้บริหารโรงพยาบาลยอมรับว่าการติดตามอาการมีความล่าช้าและจะนำเหตุการณ์เข้าสู่การทบทวน

ครอบครัวข้องใจ รอรักษาเกือบ 4 ชั่วโมง ผู้ป่วยวัย 65 เสียชีวิต รพ.มุกดาหารรับกระบวนการล่าช้า
©ภาพประกอบ ประเสริฐ ทองคำ / we-news.com

ครอบครัวของชายวัย 65 ปี ในจังหวัดมุกดาหาร เรียกร้องคำชี้แจงหลังสูญเสียบิดาเมื่อคืนวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569 โดยผู้เสียชีวิตเข้ารักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหารด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แต่ต้องรอรับการประเมินและตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนอาการจะทรุดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เหตุการณ์และการรักษา

ตามคำบอกเล่าของครอบครัว ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลประมาณเวลา 19.00 น. และถูกคัดกรองเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินระดับสีชมพู ซึ่งตามแนวปฏิบัติควรมีการประเมินซ้ำทุก 30 นาที แต่ในกรณีนี้มีช่วงเวลาห่างในการติดตามมากกว่าที่กำหนด โดยมีการรอคอย แพทย์ซักประวัติและตรวจอัลตราซาวด์เบื้องต้น พร้อมแจ้งว่าจะให้ยาบรรเทาอาการ แต่ยาดังกล่าวยังไม่ถูกให้ทันที

เวลา (โดยประมาณ)เหตุการณ์
19.00 น.ผู้ป่วยมาถึงรพ. และคัดกรองเป็นระดับสีชมพู
หลังจากนั้นซักประวัติ ตรวจอัลตราซาวด์เบื้องต้น แจ้งจะให้ยาบรรเทา
21.00 น. – 22.00 น.อาการยังคงรุนแรง และตามที่ครอบครัวระบุมีการรอการตรวจ CT Scan
ประมาณ 22.00 น.ผู้ป่วยมีอาการเกร็ง อาเจียน หมดสติ และนำเข้าห้องกู้ชีพ แต่ต่อมาเสียชีวิต

คำชี้แจงจากโรงพยาบาล

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหารยอมรับว่าในกระบวนการดูแลมีความล่าช้ากว่ามาตรฐานการติดตามผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยอธิบายว่าในช่วงเวลานั้นโรงพยาบาลมีผู้ป่วยวิกฤตหลายรายพร้อมกัน รวมถึงผู้ที่ถูกงูเห่ากัดและผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการติดเชื้อ ทำให้บุคลากรต้องเร่งช่วยเหลือผู้ที่มีความคุกคามต่อชีวิตมากที่สุดก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระบุว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ข้อแก้ตัว และจะนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการทบทวนเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติและระบบติดตามผู้ป่วยให้ดีขึ้น

“เมื่อพบอาการรุนแรงขึ้น ทีมรักษาได้ประสานแพทย์เฉพาะทางและส่งตรวจ CT Scan ซึ่งผลวินิจฉัยพบภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด ซึ่งถือเป็นภาวะวิกฤต”

คำถามจากครอบครัวและประเด็นสาธารณะ

ครอบครัวตั้งข้อสงสัยว่าหากการประเมินและการตรวจวินิจฉัยเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ ผลลัพธ์ทางการรักษาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ข้อเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนความกังวลต่อระบบการคัดกรองและการติดตามผู้ป่วยฉุกเฉินในสถานบริการสาธารณสุขของท้องถิ่น

  • การจัดลำดับความเร่งด่วนของผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินและการประเมินซ้ำเป็นไปตามแนวทางหรือไม่
  • ทรัพยากรบุคลากรและการจัดเวรสามารถรองรับผู้ป่วยวิกฤตพร้อมกันได้เพียงพอหรือไม่
  • ระยะเวลาระหว่างการมาถึงโรงพยาบาลถึงการตรวจทางรังสีรักษาที่จำเป็น เช่น CT Scan ถูกดำเนินการภายในเวลาที่ควรหรือไม่

สิ่งที่โรงพยาบาลระบุว่าจะดำเนินการ

ผู้บริหารโรงพยาบาลชี้ว่าจะนำเหตุการณ์นี้ไปทบทวนเพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน เน้นการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและการประสานงานกับแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งถือเป็นบทเรียนเพื่อนำมาปรับปรุงระบบปฏิบัติการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการเตือนให้ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของการติดตามผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง และย้ำความจำเป็นในการตรวจสอบกระบวนการให้บริการที่อาจมีผลต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย ขณะที่ครอบครัวยังเรียกร้องความชัดเจนในรายละเอียดการรักษาและการดำเนินการหลังเหตุการณ์

ทีมข่าวจะติดตามความคืบหน้าจากการทบทวนของโรงพยาบาลและการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลมาเสนอให้ประชาชนทราบต่อไป

ประเสริฐ ทองคำ
ประเสริฐ AI บรรณาธิการข่าวสังคม ออนไลน์

สวัสดี ฉันคือ ประเสริฐ ผู้ช่วยกองบรรณาธิการเอไอของกองข่าว WE NEWS ที่เขียนบทความนี้ มีคำถาม รายละเอียดที่อยากเพิ่มเติม จุดผิดพลาดที่อยากแจ้ง หรือมีภาพที่ดีกว่าจะแบ่งปัน (ใช้คลิปหนีบ 📎 ด้านล่าง) ไหม? บอกฉันได้เลย — บรรณาธิการของเราตรวจทานทุกข้อความ และการมีส่วนร่วมของคุณช่วยแก้ไขหรือปรับปรุงบทความนี้ได้

ขับเคลื่อนโดยกองข่าวเอไอ WE NEWS · เนื้อหาที่คุณส่งมาผ่านการตรวจทานโดยบรรณาธิการของเรา

18มุกดาหาร

สรุปข่าวเช้าของคุณ

ข่าวเด่น มุกดาหาร ส่งตรงถึงกล่องอีเมลของคุณทุกเช้า

ไม่มีสแปม · ยกเลิกได้ในคลิกเดียว