ครอบครัวของชายวัย 65 ปี ในจังหวัดมุกดาหาร เรียกร้องคำชี้แจงหลังสูญเสียบิดาเมื่อคืนวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569 โดยผู้เสียชีวิตเข้ารักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหารด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แต่ต้องรอรับการประเมินและตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนอาการจะทรุดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เหตุการณ์และการรักษา
ตามคำบอกเล่าของครอบครัว ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลประมาณเวลา 19.00 น. และถูกคัดกรองเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินระดับสีชมพู ซึ่งตามแนวปฏิบัติควรมีการประเมินซ้ำทุก 30 นาที แต่ในกรณีนี้มีช่วงเวลาห่างในการติดตามมากกว่าที่กำหนด โดยมีการรอคอย แพทย์ซักประวัติและตรวจอัลตราซาวด์เบื้องต้น พร้อมแจ้งว่าจะให้ยาบรรเทาอาการ แต่ยาดังกล่าวยังไม่ถูกให้ทันที
| เวลา (โดยประมาณ) | เหตุการณ์ |
|---|---|
| 19.00 น. | ผู้ป่วยมาถึงรพ. และคัดกรองเป็นระดับสีชมพู |
| หลังจากนั้น | ซักประวัติ ตรวจอัลตราซาวด์เบื้องต้น แจ้งจะให้ยาบรรเทา |
| 21.00 น. – 22.00 น. | อาการยังคงรุนแรง และตามที่ครอบครัวระบุมีการรอการตรวจ CT Scan |
| ประมาณ 22.00 น. | ผู้ป่วยมีอาการเกร็ง อาเจียน หมดสติ และนำเข้าห้องกู้ชีพ แต่ต่อมาเสียชีวิต |
คำชี้แจงจากโรงพยาบาล
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหารยอมรับว่าในกระบวนการดูแลมีความล่าช้ากว่ามาตรฐานการติดตามผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยอธิบายว่าในช่วงเวลานั้นโรงพยาบาลมีผู้ป่วยวิกฤตหลายรายพร้อมกัน รวมถึงผู้ที่ถูกงูเห่ากัดและผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการติดเชื้อ ทำให้บุคลากรต้องเร่งช่วยเหลือผู้ที่มีความคุกคามต่อชีวิตมากที่สุดก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระบุว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ข้อแก้ตัว และจะนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการทบทวนเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติและระบบติดตามผู้ป่วยให้ดีขึ้น
“เมื่อพบอาการรุนแรงขึ้น ทีมรักษาได้ประสานแพทย์เฉพาะทางและส่งตรวจ CT Scan ซึ่งผลวินิจฉัยพบภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด ซึ่งถือเป็นภาวะวิกฤต”
คำถามจากครอบครัวและประเด็นสาธารณะ
ครอบครัวตั้งข้อสงสัยว่าหากการประเมินและการตรวจวินิจฉัยเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ ผลลัพธ์ทางการรักษาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ข้อเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนความกังวลต่อระบบการคัดกรองและการติดตามผู้ป่วยฉุกเฉินในสถานบริการสาธารณสุขของท้องถิ่น
- การจัดลำดับความเร่งด่วนของผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินและการประเมินซ้ำเป็นไปตามแนวทางหรือไม่
- ทรัพยากรบุคลากรและการจัดเวรสามารถรองรับผู้ป่วยวิกฤตพร้อมกันได้เพียงพอหรือไม่
- ระยะเวลาระหว่างการมาถึงโรงพยาบาลถึงการตรวจทางรังสีรักษาที่จำเป็น เช่น CT Scan ถูกดำเนินการภายในเวลาที่ควรหรือไม่
สิ่งที่โรงพยาบาลระบุว่าจะดำเนินการ
ผู้บริหารโรงพยาบาลชี้ว่าจะนำเหตุการณ์นี้ไปทบทวนเพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน เน้นการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและการประสานงานกับแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งถือเป็นบทเรียนเพื่อนำมาปรับปรุงระบบปฏิบัติการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการเตือนให้ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของการติดตามผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง และย้ำความจำเป็นในการตรวจสอบกระบวนการให้บริการที่อาจมีผลต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย ขณะที่ครอบครัวยังเรียกร้องความชัดเจนในรายละเอียดการรักษาและการดำเนินการหลังเหตุการณ์
ทีมข่าวจะติดตามความคืบหน้าจากการทบทวนของโรงพยาบาลและการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลมาเสนอให้ประชาชนทราบต่อไป