โครงการชลประทานประจวบคีรีขันธ์ร่วมกับสำนักงานชลประทานที่ 14 ประชุมติดตามสถานการณ์และวางแผนบริหารจัดการน้ำของ อ่างเก็บน้ำทั้ง 9 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาความมั่นคงของน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคควบคู่กับการจัดสรรน้ำให้พืชผลทางการเกษตรที่กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูกไม่ให้เสียหาย
ภาพรวมปริมาณน้ำและความเสี่ยง
ข้อมูล ณ วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ระบุว่าปริมาณน้ำรวมของอ่างเก็บน้ำทั้ง 9 แห่งอยู่ที่ 102.923 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 20.58 ของความจุรวม ขณะที่น้ำที่ใช้การได้อยู่ที่ 77.593 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 16.35 ดังนั้นภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบและต่อเนื่อง
อ่างเก็บน้ำสำคัญและสถานการณ์ปริมาณน้ำ
ที่ประชุมเน้นติดตามอ่างทั้งหลายที่มีบทบาทต่อการสนับสนุนน้ำในพื้นที่อำเภอหลักของจังหวัด ตัวเลขปริมาณน้ำของบางอ่างที่ถูกหยิบยกมาพิจารณา ได้แก่:
| อ่างเก็บน้ำ | ปริมาณน้ำ (ล้านลูกบาศก์เมตร) | ร้อยละความจุ |
|---|---|---|
| อ่างเก็บน้ำยางชุม | 10.265 | 24.98% |
| อ่างเก็บน้ำห้วยวังเต็น | 2.486 | 21.81% |
| อ่างเก็บน้ำคลองช่องลม | 0.552 | 10.04% |
| อ่างเก็บน้ำคลองบึง | 0.994 | 4.48% |
มาตรการที่วางไว้และการเตรียมการ
การประชุมซึ่งมีผู้แทนจากสำนักงานชลประทานที่ 14 ได้แก่ นายนรเศรษฐ สองทอง มอบหมายให้นายอุดร พรมปา เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายด้านก่อนกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ดังนี้
- การสำรวจและยืนยันปริมาณน้ำต้นทุนและน้ำไหลเข้าอ่าง
- การประเมินความต้องการใช้น้ำจริงในพื้นที่อุปโภคบริโภคและการเกษตร
- การวางแผนการระบายและการสูบน้ำเพื่อรักษาสมดุลของแต่ละอ่าง
- การกำหนดเกณฑ์เฝ้าระวังและจุดปรับแผน หากปริมาณฝนและการไหลเข้าอ่างต่ำกว่าที่คาด
นอกจากนี้ได้มอบหมายให้โครงการชลประทานประจวบคีรีขันธ์รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลจากสถานีวัดน้ำ KY.3 ทั้งระดับน้ำและปริมาณน้ำไหล รวมถึงสำรวจน้ำซึม น้ำซับ และน้ำไหลสมทบตามธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงบริหารจัดการ
ผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกร
เมื่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม การจัดสรรน้ำต้องให้ความสำคัญกับการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ก่อนการจัดสรรเพื่อการเกษตร ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรอาจต้องเผชิญข้อจำกัดในการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการให้น้ำในช่วงวิกฤต
การกำหนดสมดุลน้ำและเกณฑ์การระบายจึงเป็นมาตรการหลักที่ช่วยลดผลกระทบ แต่ผู้เกี่ยวข้องยังต้องเฝ้าติดตามสภาพอากาศและการไหลของแหล่งน้ำตามธรณีและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด
คำแนะนำและความต่อเนื่องในการติดตาม
ด้วยสถานการณ์ปริมาณน้ำที่อยู่ในระดับต่ำ หน่วยงานชลประทานแนะนำให้มีการตรวจสอบข้อมูลน้ำอย่างสม่ำเสมอและจัดทำแผนสำรองน้ำในระดับท้องถิ่น ขณะเดียวกันชุมชนและเกษตรกรควรเตรียมมาตรการลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็นและร่วมมือกับหน่วยงานในการแจ้งเหตุการรั่วซึมหรือปัญหาแหล่งน้ำท้องถิ่นเพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ
การประชุมครั้งนี้สะท้อนความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรักษาความมั่นคงด้านน้ำของจังหวัด แต่ความสำเร็จขึ้นกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างและการประสานงานร่วมกันของทุกภาคส่วนต่อไป