เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่โรงเรียนหนองเสือวิทยาคม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการคมนาคมและระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะจาก ส.ส. ผู้นำท้องถิ่น และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
เน้นย้ำการวางระบบแบบบูรณาการรองรับการเติบโต
จากการประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมระบุว่า กระทรวงมีเจตนารมณ์ที่จะผลักดันปทุมธานีให้เป็นพื้นที่รองรับการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าสู่เขตเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องอาศัยการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางรางและทางถนนให้มีความต่อเนื่องและเพียงพอ โดยไม่เน้นการแก้ปัญหาแบบรายจุด แต่เป็นการวางระบบในภาพรวมตามกรอบงบประมาณที่เหมาะสม
"เราจะมองการพัฒนาในลักษณะเป็นภาพรวม เพื่อให้ปทุมธานีสามารถรองรับการเดินทางและการขยายตัวได้อย่างเป็นระบบ"
การลงพื้นที่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจเยี่ยมจุดต่าง ๆ ที่มีแผนงานดำเนินการ อาทิ บริเวณสะพานกลับรถใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุดตัดระหว่างทางหลวงชนบทสาย ปท.4001 กับทางหลวงหมายเลข 352 ซึ่งเป็นพื้นที่มีปัญหาการจราจรหนาแน่นและอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
มาตรการหลักที่เร่งผลักดัน
- ก่อสร้างสะพานข้ามที่จุดตัด ปท.4001 กับ ทล.352 ความยาว 380 เมตร จำนวน 2 ช่องจราจร
- ขยายผิวจราจรหลายช่วง ได้แก่ สะพานข้ามคลอง 7 และระหว่างคลอง 6–7 จาก 2 ช่องจราจรเป็น 4 ช่องจราจร
- ขยายความกว้างผิวจราจรบน ทช. ปท.4001 จาก 8 เมตร เป็น 12 เมตร
- ขยายทางหลวงหมายเลข 352 จาก 4 ช่องจราจรเป็น 6 ช่องจราจร ระยะทางประมาณ 13.5 กิโลเมตร
แผนงานที่กล่าวมาเป็นการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวงชนบท และมีการรายงานความคืบหน้าในพื้นที่โดยผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาน้ำประปา-ไฟส่องสว่าง ยังเป็นเรื่องต้องเร่งแก้
นอกจากเรื่องการจราจร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและตัวแทนชุมชนได้สะท้อนปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาน้ำประปาในอำเภอหนองเสือ ซึ่งประชาชนประสบกับภาวะน้ำไหลช้า บางวันไม่ไหล รวมถึงน้ำมีสีส้มไม่เหมาะสำหรับอาบหรือบริโภค
ตัวแทนสภาจังหวัดได้ขอให้รัฐมนตรีทั้งสองเร่งรัดการเดินท่อเมนหลักของการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานท้องถิ่นขยายเขตจำหน่ายน้ำไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ติดตามปัญหาไฟส่องสว่างริมทางเพื่อความปลอดภัยของการเดินทาง
ตรวจระบบผลิตน้ำและการวางท่อส่งแรงดัน
ในส่วนการจัดการน้ำ นายเจเศรษฐ์ เดินทางไปตรวจสถานีผลิตน้ำคลอง 13 ของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาธัญบุรี เพื่อตรวจสอบระบบผลิตและจุดเชื่อมต่อท่อส่งน้ำ ขณะเดียวกัน สจ.ได้ตั้งคำถามถึงผลกระทบจากการวางท่อเพิ่มแรงดันบนถนนทางหลวงหมายเลข 3214 ว่าส่งผลให้พื้นถนนทรุดตัวและเกิดความเสียหายหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานก่อสร้างและการประปาในการป้องกันผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน
ความท้าทายและข้อเสนอเชิงนโยบาย
การพัฒนาระบบคมนาคมและสาธารณูปโภคในปทุมธานีมีความซับซ้อน เนื่องจากต้องประสานงานหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท การประปาส่วนภูมิภาค เทศบาล และหน่วยงานท้องถิ่น การกำหนดลำดับความสำคัญของโครงการ การจัดสรรงบประมาณ และการบริหารจัดการผลกระทบต่อชุมชนจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้การลงทุนก่อสร้างไม่สร้างภาระหรือปัญหาแทรกซ้อนในระยะยาว
สำหรับประชาชนในพื้นที่ คำถามที่ยังต้องรอคำตอบคือ ระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน การจัดสรรงบประมาณที่จะดำเนินการจริง และมาตรการชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนระหว่างการก่อสร้าง ทั้งนี้ การประชุมในพื้นที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมประสานระหว่างนโยบายระดับกระทรวงกับปัญหาหน้างานของชุมชน
| โครงการ | รายละเอียด | หน่วยงานรับผิดชอบ |
|---|---|---|
| สะพานข้ามจุดตัด ปท.4001-ทล.352 | ความยาว 380 เมตร 2 ช่องจราจร | กรมทางหลวงชนบท |
| ขยายผิวจราจร ปท.4001 | จาก 8 ม. เป็น 12 ม. | กรมทางหลวงชนบท |
| ขยาย ทล.352 | จาก 4 ช่อง เป็น 6 ช่อง ระยะ 13.5 กม. | กรมทางหลวง |
การติดตามผลและความโปร่งใสของการดำเนินงานจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการวางระบบคมนาคมในพื้นที่ปทุมธานีจะบรรลุเป้าหมายเป็นเมืองรองรับอย่างมีคุณภาพหรือไม่ และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพมหานครได้ในระยะยาว