เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงท่าทีต่อกระแสข่าวการทุจริตในการสอบท้องถิ่นว่า หากมีหลักฐานยืนยันว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินการตามกระบวนการทั้งหมด พร้อมเชิญชวนให้ผู้ที่มีข้อมูลยื่นหลักฐานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างอิสระ
เปิดช่องส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. ทำงานฉลาดและเป็นกลาง
นายกรัฐมนตรีชี้ว่า หากยังเป็นเพียงข่าวลือหรือตัวอ้างที่ปราศจากหลักฐานยืนยัน ก็ไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ จึงเสนอให้ผู้ที่มีข้อมูลหรือหลักฐานนำส่งต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการสอบสวนเรื่องทุจริต เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปโดยปราศจากแรงกดดันทางการเมืองและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
“ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด ยื่นกันมาเยอะ ๆ ก็ดี”
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนแนวทางของรัฐบาลที่จะให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความจริงและดำเนินการตามกฎหมาย หากผลการสอบสวนชี้ชัดว่ามีความผิดจะต้องถูกดำเนินคดีต่อไป
มาตรการจากกระทรวงมหาดไทยต่อการสอบสวนภายใน
ในส่วนของการบริหารราชการ กระทรวงมหาดไทยได้ตั้ง คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ขึ้นเพื่อตรวจสอบกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมทั้งมีการให้บุคคลที่ถูกมองว่าอาจมีส่วนได้ส่วนเสียพ้นจากตำแหน่งที่ส่งผลต่อการบริหารงานของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาการแทรกแซงการสอบสวน
มาตรการดังกล่าวตั้งใจให้การตรวจสอบภายในดำเนินไปอย่างเป็นกลาง ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้หน่วยงานอิสระอย่าง ป.ป.ช. ดำเนินการในกรณีที่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงเพียงพอ
เส้นทางสำหรับผู้พบเห็นหรือผู้มีหลักฐาน
นายกรัฐมนตรีระบุช่องทางสำหรับการส่งเรื่องหรือหลักฐานหลายช่องทาง แต่เสนอแนะว่าควรส่งหลักฐานไปยัง ป.ป.ช. เนื่องจากหน่วยงานนี้อยู่ในกระบวนการสอบสวนเรื่องทุจริตการสอบท้องถิ่นอยู่แล้ว ช่องทางที่สามารถใช้ยื่นเรื่องได้ ได้แก่:
- ศูนย์ดำรงธรรม
- กระทรวงมหาดไทย
- ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาล
- โดยเฉพาะการนำหลักฐานไปยื่นต่อ ป.ป.ช.
การนำหลักฐานไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนเป็นวิธีการที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าช่วยให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างเป็นระบบและยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานที่ยังต้องพิสูจน์หรือตัวหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ
กรอบการดำเนินการหากมีหลักฐานชัดเจน
ในกรณีที่การสอบสวนชี้ชัดว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายปกป้องผู้ที่เกี่ยวข้อง และหากตรวจสอบพบว่ามีความผิดจะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมายตามกระบวนการต่อไป
| หน่วยงาน | บทบาท |
|---|---|
| ป.ป.ช. | รับเรื่อง ตรวจสอบและดำเนินคดีทางทุจริต |
| กระทรวงมหาดไทย | ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและจัดการเรื่องบริหารภายใน |
| กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) | หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบท้องถิ่น ซึ่งอาจได้รับผลจากการย้ายชั่วคราวของบุคคลที่สงสัย |
ท่าทีดังกล่าวมาจากความพยายามของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในการบริหารงานท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อตัวข่าวอาจเชื่อมโยงกับผู้มีตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ซึ่งหากปล่อยให้เป็นข่าวลือโดยไม่ตรวจสอบจะส่งผลกระทบต่อการบริหารและภาพลักษณ์ของหน่วยงานรัฐ
สำหรับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่น การเปิดช่องทางให้ยื่นหลักฐานต่อหน่วยงานตรวจสอบถือเป็นโอกาสที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมและให้กระบวนการยุติธรรมทำงาน หากมีข้อมูลควรเตรียมหลักฐานที่ชัดเจนและยื่นต่อหน่วยงานที่มีอำนาจเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปตามกระบวนการ
ท้ายที่สุด นายกรัฐมนตรีย้ำว่าหากมีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริต ก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีตามกฎหมาย และรัฐบาลจะไม่คุ้มครองผู้กระทำผิด โดยให้ความสำคัญกับการให้หน่วยงานอิสระเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง