เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความเห็นต่อกระแสข่าวการทุจริตการสอบเข้าบรรจุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ว่าหากมีผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินการทั้งหมด และเชิญชวนให้ผู้มีหลักฐานส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปตามกระบวนการ
นายกฯ ย้ำต้องมีหลักฐานชัดเจน
นายกฯ กล่าวย้ำว่า ข่าวลือหรือกระแสเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ตอบโต้ได้ จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่พิสูจน์ได้ โดยระบุว่า หากมีการยื่นหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการทุจริตเชื่อมโยงบุคคลใด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม "ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด" และขอให้ผู้ที่มีหลักฐานนำส่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนต่อไป
"ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด ยื่นกันมาเยอะ ๆ ก็ดี...คนที่ทำเรื่องนี้คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะฉะนั้นก็ไปยื่นที่ ป.ป.ช. เลย"
ช่องทางการยื่นเรื่อง — นายกฯ ชี้ชัด ป.ป.ช. คือหน่วยงานหลัก
ในการให้สัมภาษณ์ นายกฯ ชี้ว่า ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลักที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตระดับต่าง ๆ และสามารถตรวจสอบแยกแยะหลักฐานได้ว่าเป็นหลักฐานจริงหรือเท็จ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ดำเนินการภายในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเพื่อให้บุคลากรที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียพ้นจากการบริหารจัดการในกระบวนการดังกล่าว
- หน่วยงานรับเรื่องหลัก: คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
- ช่องทางเสริม: ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล
- มาตรการภายใน: การตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ผลต่อหน่วยงานท้องถิ่นและความเชื่อมั่นของประชาชน
กรณีที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตการสอบเข้าบรรจุของหน่วยงานท้องถิ่นส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการบริหารราชการ ซึ่งอาจกระทบต่อภาพรวมการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ การที่นายกฯ เน้นย้ำจุดยืนเรื่องการตรวจสอบและการส่งหลักฐานให้ ป.ป.ช. สะท้อนแรงกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งจัดการกับข้อครหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบและโปร่งใส
การจัดการฝ่ายบริหารภายใน
นอกจากการชี้ไปยัง ป.ป.ช. แล้ว นายกฯ ระบุว่ารัฐบาลได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงไว้แล้วในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการใช้อิทธิพลหรือการจัดการภายในที่อาจทำให้กระบวนการสอบไม่เป็นธรรม โดยจะให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียพ้นจากตำแหน่งที่อาจมีอำนาจจัดการเรื่องการสอบนั้นจนกว่าการสืบสวนจะเสร็จสิ้น
คำแนะนำสำหรับผู้ที่ถือหลักฐาน
จากคำพูดของนายกรัฐมนตรี ผู้ที่มีข้อมูลหลักฐานทั้งในรูปแบบที่ชัดเจนและที่อาจยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ สามารถใช้ช่องทางต่าง ๆ เพื่อนำเสนอหลักฐานต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยหน่วยงานที่กล่าวถึงในคำให้สัมภาษณ์คือ ป.ป.ช. เป็นหลัก หากผู้ร้องเรียนต้องการความสบายใจว่าการตรวจสอบเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง นายกฯ ระบุว่า ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานที่ผู้ร้องสามารถยื่นได้
| หน่วยงาน | บทบาท |
|---|---|
| ป.ป.ช. | รับเรื่องร้องเรียนด้านการทุจริตและดำเนินการตามกฎหมาย |
| ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย | รับเรื่องร้องเรียนระดับกระทรวงและประสานงาน |
| ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล | ช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนโดยตรง |
บทสรุป
ท่าทีของนายกรัฐมนตรีระบุชัดเจนว่ารัฐบาลเปิดช่องให้ผู้ที่มีหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่นส่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน โดยย้ำว่าหากมีหลักฐานเชื่อมโยงผู้ใดก็จะต้องถูกตรวจสอบ "โดนหมด" ขณะเดียวกันหน่วยงานบริหารภายในที่เกี่ยวข้องได้ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงไว้เพื่อคุ้มครองกระบวนการให้เป็นธรรม ทั้งนี้การตรวจสอบโดย ป.ป.ช. จะเป็นกลไกสำคัญในการพิสูจน์ว่าเป็นหลักฐานจริงหรือเท็จ