ขอนแก่น — กรณีเหตุการณ์กลุ่มบุคคลนำท่อปูนซีเมนต์มาปิดล้อมทางเข้า–ออกวัดป่าอดุลยาราม อำเภอเมืองขอนแก่น ซึ่งปรากฏภาพจากคลิปวิดีโอที่ประชาชนบันทึกไว้ ทำให้ตำรวจเมืองขอนแก่นออกหมายเรียกบุคคลที่ปรากฏชื่อและภาพในคลิปเข้ารับทราบข้อกล่าวหาบุกรุก พร้อมตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม
คำสั่งเรียกตัวผู้ต้องสงสัยและการสอบสวน
พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบหลักฐานจากคลิปวิดีโอและการสอบปากคำพยานแล้ว พบภาพของ น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อ "ป้าดา" วัย 62 ปี เป็นหนึ่งในบุคคลที่ปรากฏตัวในเหตุการณ์ ตำรวจจึงออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาบุกรุก
“พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของวัดอย่างชัดเจน”
ผู้กำกับการฯ ระบุด้วยว่า นอกจากป้าดาแล้ว เจ้าหน้าที่ทราบชื่อและที่อยู่ของผู้ร่วมเหตุการณ์อีกประมาณ 5–6 คน รวมทั้งอยู่ระหว่างตรวจสอบทะเบียนรถปูนและรถตู้ที่ใช้ในการนำท่อปูนมาลงในพื้นที่ เบื้องต้นรถตู้ตรวจสอบพบว่าอยู่กรุงเทพฯ ขณะที่รถปูนคาดว่าน่าจะอยู่ในจังหวัดขอนแก่น และกำลังตรวจสอบป้ายทะเบียนเพื่อออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนเพิ่มเติม
ที่มาของข้อพิพาทที่ดิน
ปัญหาข้อยืดเยื้อระหว่างทายาทกับวัดเริ่มมาจากโฉนดที่ดินผืนหนึ่งซึ่งมีประวัติระยะยาว โดยระบุว่า นายเฮียง พิมพ์ศรี เคยมีเจตนาสร้างวัดบนที่ดินผืนนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ต่อมาเรื่องกลายเป็นข้อพิพาทเมื่อมีการอ้างสิทธิ์ทวงคืนที่ดินจากทายาท
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านของนางบัวเรียน พิมพ์ศรี ลูกสาวคนที่สามของนายเฮียง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ยื่นฟ้อง คณะญาติได้ให้ข้อมูลว่าเนื้อที่เดิมของนายเฮียงมีประมาณ 42 ไร่ แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ไร่ ส่วนที่เป็นวัดมีประมาณ 21 ไร่เศษ และพื้นที่หัวไร่ปลายนาอีก 5–6 ไร่ ช่วงแรกมีแม่ชีและพระมาประกอบกิจกรรมทางศาสนา จนเกิดความศรัทธาและตั้งเจตนาจะสร้างวัด แต่ยืนยันว่าไม่มีการยกที่ดินให้วัดอย่างเป็นทางการ
เจ้าพนักงานที่ดินชี้อาจมีคดีแจ้งความเท็จเรื่องโฉนด
ในอีกด้าน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นให้ข้อมูลว่า กลุ่มทายาทได้ยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดอ้างว่าโฉนดเดิมสูญหาย และนำพยานรับรองพร้อมใบแจ้งความมาเป็นเอกสารประกอบคำขอ แต่ต่อมามีการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ซึ่งกล่าวว่าโฉนดอยู่กับเจ้าอาวาส จึงก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าโฉนดจริง ๆ สูญหายหรือไม่
เจ้าพนักงานที่ดินระบุว่า หากพบว่าการกล่าวต่อเจ้าหน้าที่เป็นข้อมูลเท็จ อาจถือเป็นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่หากผู้ยื่นคำขอยังยืนยันว่าโฉนดสูญหายในความเข้าใจจริงก็อาจไม่มีเจตนาฉ้อโกงและต้องรอการสอบสวนข้อเท็จจริงจากพนักงานสอบสวนต่อไป
ผลกระทบต่อชุมชนและการใช้ที่สาธารณะ
เหตุการณ์ปิดทางเข้า–ออกวัดส่งผลโดยตรงต่อการเดินทางของพระสงฆ์และประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าว ทั้งด้านกิจกรรมทางศาสนาและการสัญจรประจำวัน นอกจากนี้ยังสร้างความตึงเครียดในชุมชน ซึ่งต้องการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นกลางและรวดเร็ว
- ผู้ถูกออกหมายเรียก — น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ (ป้าดา) และผู้เกี่ยวข้องประมาณ 5–6 คน
- ข้อหาหลักที่พิจารณา — บุกรุก และหากพบหลักฐานอาจมีการแจ้งความเท็จเกี่ยวกับการอ้างว่าโฉนดสูญหาย
- หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง — สภ.เมืองขอนแก่น และสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น
ตารางสรุปเหตุการณ์และสถานภาพ
| หัวข้อ | ข้อมูล |
|---|---|
| สถานที่ | วัดป่าอดุลยาราม อ.เมืองขอนแก่น |
| บุคคลสำคัญ | น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ (ป้าดา), นางบัวเรียน พิมพ์ศรี (ทายาท) |
| หน่วยงานตรวจสอบ | สภ.เมืองขอนแก่น, สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น |
| ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง | บุกรุก, การแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน (หากพบเจตนา) |
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ซึ่งรวมถึงการสอบปากคำฝ่ายวัดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการแจ้งข้อกล่าวหา และการตรวจสอบเอกสารโฉนดที่ดิน หากเจ้าอาวาสนำโฉนดตัวจริงมายืนยันต่อสำนักงานที่ดิน อาจส่งผลต่อกระบวนการคำขอออกใบแทนและการพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวข้อง
เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและการรักษาสิทธิของพื้นที่สาธารณะทางศาสนา พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่
นภาพร คำแก้ว
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่น, WE NEWS