วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ร่วมกับกรมทางหลวงชนบท นำคณะผู้แทนจากธนาคารโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเชื่อมเกาะลันตา โดยทั้งสองโครงการได้รับการประเมินว่าจะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงภูมิภาคในวงกว้าง
กรอบเวลาและการเงิน
ตามข้อมูลที่เปิดเผย กระบวนการด้านการเงินดำเนินมาถึงขั้นที่รัฐบาลลงนามสัญญาเงินกู้และข้อตกลงความช่วยเหลือกับธนาคารโลกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อให้สัญญามีผลบังคับใช้ ส่งผลให้กรมทางหลวงชนบทจะสามารถลงนามสัญญาก่อสร้างและเริ่มงานได้ภายในปีนี้
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบทระบุว่า หากขั้นตอนของกระทรวงการคลังแล้วเสร็จ คาดว่าจะลงนามสัญญาจ้างได้ในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569 โดยระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญากำหนดไว้ไม่เกิน 1,080 วัน หรือราว 2 ปี 11 เดือน คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานได้ช่วงกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2572
ขนาดและผลประโยชน์ของโครงการ
โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลามีความยาวรวมประมาณ 7 กิโลเมตร เชื่อมพื้นที่จากอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา ไปยังอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ในขณะที่โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตามีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร เชื่อมฝั่งทะเลกับเกาะลันตาน้อย ซึ่งมีสะพานไปยังเกาะลันตาใหญ่แล้ว
ผลลัพธ์เชิงคมนาคมที่คาดหวังคือการลดระยะเวลาการเดินทางจากเส้นทางอ้อมซึ่งหลายครั้งกินเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง ให้เหลือราว 15 นาทีในกรณีของสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และไม่เกิน 5 นาทีสำหรับสะพานเชื่อมเกาะลันตา นอกจากนี้โครงการยังมีเป้าหมายรองรับการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนบริเวณชายทะเลสาบและเขตเกาะ
การมีส่วนร่วมของหน่วยงานและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากหน่วยงานที่รับผิดชอบงานก่อสร้างแล้ว คณะลงพื้นที่ยังประกอบด้วยผู้บริหารจากกรมอุทยานแห่งชาติ กรมประมง และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการออกแบบที่ผสานการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศบริเวณทะเลสาบและชายฝั่ง โดยธนาคารโลกเล็งเห็นแนวทางโครงการนี้เป็นแบบอย่างการพัฒนาที่ผสมผสานความยั่งยืนเข้ากับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“โมเดลพัฒนาระดับสากล”
คำกล่าวจากธนาคารโลกที่ให้ภาพรวมเช่นนี้สะท้อนความคาดหวังด้านมาตรฐานการออกแบบและการบริหารจัดการที่ต้องตอบโจทย์ทั้งการขนส่งและการรักษาทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะเมื่อโครงการขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อชุมชนประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง
ตัวเลขที่น่าสนใจและผลกระทบต่อแรงงาน
หน่วยงานคาดว่าการก่อสร้างจะสร้างงานในพื้นที่มากกว่า 25,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งงานก่อสร้าง บริการรองรับ และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ส่วนหนึ่งของการบริหารโครงการจะต้องมีการฝึกอบรมแรงงานในพื้นที่และการจัดตั้งกลไกส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรง
- ลงนามสัญญาจ้าง: 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569 (คาด)
- ระยะเวลาก่อสร้าง: ไม่เกิน 1,080 วัน
- ความยาวสะพาน: สงขลา–พัทลุง ประมาณ 7 กม.; เกาะลันตา ประมาณ 2 กม.
- ผลคาดการณ์: สร้างงานกว่า 25,000 ตำแหน่ง ลดเวลาการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อพิจารณาสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ
แม้โครงการจะให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลกระทบต่อการประมงในทะเลสาบ การเปลี่ยนแปลงระบบน้ำและถ่ายเทตะกอน รวมถึงการบริหารจัดการจราจรและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังเปิดใช้งาน การมีส่วนร่วมของชุมชนและการเปิดเผยแผนการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนระยะยาวของโครงการนี้
| ประเด็น | ข้อมูล |
|---|---|
| วันที่ลงนามคาดการณ์ | 31 ส.ค. พ.ศ. 2569 |
| ระยะเวลาก่อสร้าง | ไม่เกิน 1,080 วัน |
| ความยาวสะพาน (สงขลา–พัทลุง) | ประมาณ 7 กิโลเมตร |
| ความยาวสะพาน (เกาะลันตา) | ประมาณ 2 กิโลเมตร |
| งานที่คาดว่าจะสร้าง | มากกว่า 25,000 ตำแหน่ง |
การก่อสร้างสะพานทั้งสองแห่งเป็นงานโครงสร้างระดับภูมิภาคที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและการวางมาตรการควบคุมผลกระทบให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้และลดผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนชายฝั่ง