วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามโครงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงข่ายถนนเชื่อมต่อระหว่าง อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง กับ อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล เพื่อพิจารณาแนวทางพัฒนาการคมนาคมเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน และบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนด้านการสัญจรของประชาชนในพื้นที่
เหตุผลของโครงการและผลที่คาดหวัง
ปัจจุบันการเดินทางเชื่อมระหว่างจังหวัดพัทลุงกับจังหวัดสตูลต้องอ้อมทำให้มี ระยะทางไกลระหว่าง 145–243 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางนานถึง 2–4 ชั่วโมง ส่งผลให้ความสะดวกในการเดินทางลดลงและเพิ่มต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่
หากโครงข่ายถนนเชื่อมต่อสายใหม่นี้ก่อสร้างได้ตามแนวทางที่ศึกษาจะทำให้ระยะทางร่นลงเหลือประมาณ 40 กิโลเมตร และลดเวลาเดินทางเหลือเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกการเดินทาง ปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนในภูมิภาค
กรอบการศึกษาและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
จังหวัดสตูลร่วมกับแขวงทางหลวงชนบทสตูลได้จัดตั้งงบประมาณเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของแนวทางดังกล่าว โดยงานศึกษาครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ 21.3 กิโลเมตร ซึ่งแบ่งเป็นการสำรวจเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างสตูล–พัทลุง ระยะทาง 7.6 กิโลเมตร และเส้นทางภายในโครงการอ่างเก็บน้ำป่าบอน จังหวัดพัทลุง ระยะทาง 6.3 กิโลเมตร
| รายการ | ระยะทาง / เวลา |
|---|---|
| ระยะทางปัจจุบัน (โดยประมาณ) | 145–243 กิโลเมตร (2–4 ชั่วโมง) |
| เป้าหมายระยะทางใหม่ | ประมาณ 40 กิโลเมตร (ประมาณ 1 ชั่วโมง) |
| งานศึกษาที่จัดงบ | รวม 21.3 กิโลเมตร (แบ่งเป็น 7.6 และ 6.3 กิโลเมตร) |
| ระยะเวลาดำเนินการศึกษา | 270 วัน (สัญญาเริ่ม 10 ส.ค. 2569 สิ้นสุด 6 พ.ค. 2570) |
เรื่องสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน
พื้นที่รอยต่อของสองจังหวัดส่วนใหญ่เป็น ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขาบรรทัด ทำให้การศึกษาและการออกแบบโครงการต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมป่าไม้และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายวรศิษฎ์เน้นย้ำว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องขออนุญาตและศึกษาผลกระทบอย่างละเอียด
"โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากประชาชนในพื้นที่ ที่มีความต้องการความสะดวกในการสัญจร แต่ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องพูดคุยหารือและหาแนวทางร่วมกัน"
นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังความคิดเห็นของชุมชนให้มากที่สุด เพราะประชาชนในพื้นที่คือ "เจ้าของบ้าน" และการออกแบบแนวเส้นทางจะต้องคำนึงถึงความต้องการและผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบด้าน
ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่
การเชื่อมต่อทางถนนตรงนี้นอกจากจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ยังอาจเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้าถึงตลาดมากขึ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอมะนังที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญ เช่น ถ้ำภูผาเพชร แต่ทั้งนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนของพื้นที่
บทบาทของหน่วยงานท้องถิ่นและขั้นตอนต่อไป
ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลและแขวงทางหลวงชนบทได้ให้ข้อมูลและบรรยายสรุปต่อคณะผู้ลงพื้นที่เพื่อประกอบการพิจารณา โดยขั้นตอนต่อไปคือการศึกษาความเป็นไปได้ตามกรอบเวลา 270 วัน หากผลการศึกษาชี้ชัดว่าเป็นไปได้ จะต้องดำเนินการขออนุญาตด้านป่าไม้และสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายก่อนดำเนินการก่อสร้าง
สำหรับประชาชนในพื้นที่ ข้อมูลการศึกษาและการรับฟังความคิดเห็นจะเป็นตัวชี้นำว่าการพัฒนาโครงข่ายถนนจะนำมาซึ่งผลดีด้านการเข้าถึงบริการและเศรษฐกิจ หรือจะสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องบาลานซ์ความต้องการเหล่านี้อย่างชัดเจนและโปร่งใส
- โครงการศึกษาเสนอร่นระยะทางเชื่อมจาก 145–243 กม. เหลือ ~40 กม.
- งานศึกษาครอบคลุม 21.3 กิโลเมตร กำหนด 270 วัน
- พื้นที่รอยต่อเป็นป่าสงวน จึงต้องดำเนินการตามกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ
การติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้จะเป็นประเด็นที่ชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นจับตามอง เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อการสัญจร คุณภาพชีวิต และการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง