สถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนจังหวัดสระแก้วเผชิญความเสียหายอย่างรุนแรง หลังการค้าข้ามแดนที่เคยสร้างมูลค่าเฉลี่ยกว่า120,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568 ลดลงเหลือเป็นศูนย์ จากข้อจำกัดการผ่านแดนซึ่งเกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนและโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง
ภาพรวมตัวเลขและผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องที่นำเสนอในการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ช่วงปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าผ่านด่านเฉลี่ยมากกว่าเดือนละ 10,000 ล้านบาท หรือประมาณ 120,000 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเกิดข้อจำกัดการผ่านแดน มูลค่าการค้าผ่านด่านลดลงเหลือ 0 บาท ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ค้าระหว่างประเทศ แต่แผ่ขยายไปยังธุรกิจขนส่ง ตลาด ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว เกษตรกร ลูกจ้าง และแรงงานในชุมชน โดยมีปัญหาเฉพาะดังนี้
- ยอดคำสั่งซื้อจากฝั่งกัมพูชาลดลงหรือยกเลิก ส่งผลให้สินค้าค้างสต็อกและการหมุนเวียนเงินทุนชะงัก
- ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นและสภาพคล่องของผู้ประกอบการลดลง ทำให้ต้องกู้ยืม หยุดจ้างงาน หรือลดการลงทุน
- เกษตรกรบางส่วนเข้าไม่ถึงพื้นที่ทำกินและตลาดส่งผลต่อรายได้ของครัวเรือน
"เศรษฐกิจชายแดนสระแก้วหยุดชะงัก กระทบประชาชนหนัก ต้องเร่งช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู"
ผลทางสังคมและความมั่นคงของชุมชน
การขาดรายได้และการลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจสร้างแรงกดดันต่อครัวเรือน โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดการย้ายถิ่นของคนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ออกจากพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อและการพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาว นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา หากครอบครัวไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้
พื้นที่ยังเผชิญความท้าทายด้านการสื่อสาร เมื่อข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับความขัดแย้งลุกลามผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดเชิงความรู้สึก และมีผลต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้าหรือนักท่องเที่ยว
ข้อเรียกร้องและมาตรการที่เสนอ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เรียกร้องให้รัฐออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ โดยเสนอแนวทางเป็นมาตรการระยะสั้นและระยะยาวเพื่อคืนสภาพการค้าและฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยในเนื้อหาการอภิปรายชี้ให้เห็นความจำเป็นในการประสานงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคง กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม
การฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพจะต้องคำนึงถึงทั้งด้านการช่วยเหลือสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ การสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า การแก้ไขปัญหาการสื่อสารของข้อมูล และการสร้างทางเลือกด้านตลาดและการคมนาคมขนส่งสำหรับสินค้าในพื้นที่
ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ
| ช่วงเวลา | มูลค่าการค้าผ่านด่าน (โดยประมาณ) |
|---|---|
| ปี 2567 – ครึ่งแรกปี 2568 | เฉลี่ย > 10,000 ล้านบาท/เดือน (≈ 120,000 ล้านบาท/ปี) |
| หลังข้อจำกัดการผ่านแดน | 0 บาท |
การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของมูลค่าการค้าแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ชายแดนมีความเปราะบางต่อปัจจัยด้านความมั่นคงและนโยบายด่านศุลกากร การออกแบบมาตรการเยียวยาจึงต้องมีข้อมูลเชิงพื้นที่และมาตรการรัดกุม เพื่อป้องกันผลกระทบซ้ำซ้อนต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น
ในขณะที่ตัวเลขและภาพรวมความเสียหายถูกนำเสนอในการลงพื้นที่ของกรรมาธิการแล้ว จุดสำคัญต่อจากนี้คือการแปลงข้อเสนอเชิงนโยบายให้เป็นมาตรการปฏิบัติการที่เร่งด่วนและยั่งยืน ทั้งในเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน การอำนวยความสะดวกการค้า การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้ากับคู่ค้าในกัมพูชา เพื่อไม่ให้การหยุดชะงักครั้งนี้กลายเป็นแผลเรื้อรังต่อเศรษฐกิจสระแก้ว