ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัด ชัยภูมิ ว่า ในช่วงฤดูฝนปีนี้พื้นที่การเกษตรหลายแห่งได้รับผลกระทบจากภาวะเอลนิโญ ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานทำให้ต้นข้าวหลายแปลงยืนต้นตายหรือให้ผลผลิตลดลง ขณะที่เกษตรกรบางส่วนต้องมองหาทางเลือกใหม่เพื่อประคองรายได้ของครอบครัว
ปรับพื้นที่นาทดลองปลูกถั่วลิสง
นางสายโยนเตง อายุ 64 ปี ชาวบ้านหมู่ 10 ตำบลนาฝาย อำเภอเมืองชัยภูมิ ได้นำนาขนาด 3 งาน ริมถนนสายชัยภูมิ-ตาดโตน ใกล้หมู่บ้านพลัง มาปรับเปลี่ยนปลูกถั่วลิสงตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นทางเลือกในช่วงหน้าแล้งที่ต้นข้าวในไร่ของตนกว่า 7 ไร่ ได้รับความเสียหายจากฝนทิ้งช่วง
การทดลองปลูกถั่วลิสงเป็นพืชที่ใช้น้ำค่อนข้างน้อย และใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 120 วัน ซึ่งตรงกับสภาพปัจจุบันที่มีฝนตกลงมาบ้างทำให้ดินชุ่ม น้ำอ่อนนุ่มง่ายต่อการเก็บเกี่ยว พ่อค้าในพื้นที่รับซื้อถึงไร่ในราคาประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม
แรงงาน ค่าใช้จ่าย และรายได้ที่คาดหวัง
ระหว่างการเก็บเกี่ยว นางสายโยนเตงว่าจ้างญาติและเพื่อนบ้านมาช่วยงานวันละ 300 บาท ต่อวัน โดยเมื่อถั่วลิสงในแปลงแก่เต็มที่ได้ทำการเก็บกู้และมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ไร่ เบื้องต้นเกษตรกรประเมินว่าพื้นที่ปลูกถั่วลิสงขนาด 3 งานจะให้ผลผลิตรวมจำหน่ายได้กว่า 45,000 บาท
เมื่อหักต้นทุนแล้วคาดว่าจะมีรายได้สุทธิเข้าครัวเรือนไม่น้อยกว่า 30,000 บาท ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นช่องทางเสริมที่ช่วยบรรเทาความเสียหายจากการทำนาข้าวที่อาจขาดทุนในปีนี้
- พื้นที่นาเดิมที่ได้รับผลกระทบจากแล้ง: 7 ไร่
- พื้นที่ทดลองปลูกถั่วลิสง: 3 งาน
- ระยะเวลาปลูกถั่วลิสงจนเก็บเกี่ยว: 120 วัน
- ราคาซื้อขายถั่วลิสงโดยประมาณ: 40 บาท/กก.
- ค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว: 300 บาท/วัน
| ปัจจัย | ข้อมูล |
|---|---|
| พื้นที่นาเสียหาย | 7 ไร่ |
| พื้นที่ปลูกถั่วลิสง | 3 งาน |
| ระยะเวลา | 120 วัน |
| ราคาขาย | 40 บาท/กก. |
| รายได้รวมที่คาด | ประมาณ 45,000 บาท |
ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน
แม้วิธีการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วลิสง จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริม แต่ความไม่แน่นอนจากสภาพอากาศและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นปัจจัยกดดัน นางสายโยนเตงระบุว่าวิธีการทำนาปีนี้น่าจะขาดทุนหากพึ่งพาผลผลิตข้าวเพียงอย่างเดียว และไม่แน่ใจว่าการชดเชยจากภาครัฐจะเพียงพอสำหรับครอบครัว เนื่องจากต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้น
ในระดับชุมชน การปรับเปลี่ยนระบบการปลูกและเลือกพืชที่ทนแล้งได้กลายเป็นแนวทางหนึ่งที่เกษตรกรนำมาปรับใช้ เพื่อลดความเสี่ยงและรักษารายได้จากที่ดินซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงชีพสำคัญ
ประเด็นเชิงชุมชนและนโยบาย
กรณีของนางสายโยนเตงสะท้อนให้เห็นผลกระทบของภัยแล้งที่ไม่เพียงแต่ทำให้ผลผลิตลดลงเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจครัวเรือนและการจัดการต้นทุนการผลิต การสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์พืชทนแล้ง เทคนิคการจัดการน้ำ ตลอดจนการช่วยเหลือด้านแรงงานและการตลาด จะช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว
ผู้เกี่ยวข้องทั้งระดับตำบลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามสถานการณ์ให้ใกล้ชิดเพื่อประเมินความต้องการความช่วยเหลือ ทั้งด้านการชดเชยและการให้คำแนะนำเชิงเทคนิคในการปลูกพืชทางเลือก
ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนเลือกปรับตัวโดยลดความเสี่ยงจากการปลูกข้าว บางส่วนยังคงเฝ้ารอการช่วยเหลือหรือการชดเชยจากภาครัฐ เพื่อคืนทุนการผลิตและรักษาความมั่นคงด้านอาหารของครอบครัว