ปฏิบัติการจับกุมริมโขง
เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายร่วมกับทหารพรานและฝ่ายปกครองอำเภอโพนพิสัย ออกลาดตระเวนตามแนวแม่น้ำโขงเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนและการกระทำความผิดบริเวณแนวชายฝั่ง กระทั่งพบเรือหางยาวแล่นข้ามมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าเข้ามาเทียบท่าที่บริเวณบ้านแดนเมือง ตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย
การจับกุมและผลการตรวจค้น
เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นผู้โดยสารสองคนลงจากเรือแล้วเดินไปหาหญิงซึ่งยืนรออยู่ริมตลิ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวหญิงคนดังกล่าวได้พยายามพาชายทั้งสองหลบหนีเข้าไปในบ้านพักซึ่งอยู่ใกล้จุดท่าเรือ เจ้าหน้าที่ติดตามเข้าไปควบคุมตัวพบชาวจีนทั้งสองซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำ จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาสอบสวนที่ห้องสืบสวน ตม.หนองคาย
จากการตรวจค้นพบ หนังสือเดินทางประเทศไต้หวันปลอม 1 เล่ม และจากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและแรงจูงใจของการลักลอบข้ามแดน
รายละเอียดผู้ถูกควบคุมตัว
| ชื่อ-นามสกุล | อายุ | สัญชาติ/ภูมิลำเนา | พฤติการณ์/สิ่งที่พบ |
|---|---|---|---|
| น.ส.สุวรรณา | 42 ปี | ไทย (ต.วัดหลวง อ.โพนพิสัย) | ยืนรอรับผู้โดยสารที่ท่าเรือ ให้การรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้าง |
| นายหลิง เซ้า ซือ | 35 ปี | จีน | หลบซ่อนในห้องน้ำ ให้การกับล่ามว่ามารับงานขนทองคำ |
| นายเซิน เซิน ซิง | 34 ปี | จีน | หลบซ่อนในห้องน้ำ ร่วมเดินทางกับผู้ต้องหาอีกคน |
คำให้การและแนวทางสอบสวน
จากการสอบสวน น.ส.สุวรรณา ให้การรับสารภาพว่าได้รับการติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์จากบุคคลซึ่งระบุชื่อว่า "นายบอย" ให้ไปรับชายชาวต่างชาติจากท่าเรือ แล้วส่งต่อให้บุคคลที่จะมารับบริเวณปั๊มน้ำมันริมถนนหนองคาย-โพนพิสัย โดยตกลงว่าค่าจ้างจะเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงบันทึกไว้เป็นพยานหลักฐานเพื่อขยายผลต่อไป
"ได้รับการติดต่อจากชายชาวไทยชื่อ 'นายบอย' ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ให้มารับชายชาวจีนที่จะนั่งเรือข้ามแม่น้ำโขงมาส่งต่อ"
ขณะเดียวกัน นายหลิง เซ้า ซือ ให้การผ่านล่ามภาษาจีนว่า มีผู้เสนอให้มารับงานลำเลียงทองคำจาก สปป.ลาวกลับไปประเทศจีน โดยจะได้รับค่าจ้างตามปริมาณทองคำ ซึ่งมีการระบุว่าได้ค่าจ้างเที่ยวละประมาณ 10,000-20,000 หยวน ผู้ต้องหาทั้งสองบอกว่าเดินทางเข้าพบกันในนครหลวงเวียงจันทน์ก่อนมาที่ชายแดนเพื่อลักลอบเข้าประเทศไทย
ผลกระทบต่อความมั่นคงชายแดนและมาตรการต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นช่องโหว่ของการลักลอบข้ามแดนบริเวณแนวลำน้ำโขงซึ่งยังคงมีการใช้เส้นทางเรือข้ามฝั่งเพื่อลักลอบนำคนและสิ่งของเข้าสู่ประเทศไทย เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ระบุว่าการร่วมมือระหว่างหน่วยงานทหาร ฝ่ายปกครอง และตรวจคนเข้าเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถสกัดกั้นเหตุการณ์ได้ทันเวลา
สิ่งที่ประชาชนควรทราบ
- การลักลอบนำคนข้ามแดนและการใช้เอกสารปลอมมีโทษตามกฎหมาย และอาจเกี่ยวพันกับเครือข่ายข้ามชาติ
- หากพบเบาะแสการลักลอบข้ามแดนหรือการใช้เอกสารปลอม ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหรือฝ่ายปกครองท้องถิ่นทันที
- หน่วยงานความมั่นคงจะเพิ่มมาตรการลาดตระเวนตามแนวชายฝั่งและตรวจสอบเส้นทางที่เสี่ยงต่อการลักลอบ
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยมีนายมนตรี จารุธำรง นายอำเภอโพนพิสัย ร่วมสอบปากคำเหตุการณ์อย่างละเอียด ผลการดำเนินคดีและการขยายผลเชิงสืบสวนจะรายงานให้สาธารณชนทราบเมื่อมีความคืบหน้า