วันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2569 กองกำลังทหารหน่วยเฉพาะกิจร่วมกับหน่วยงานในท้องที่ ปฏิบัติการตรวจจับยาเสพติดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงในพื้นที่ตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย จับกุมชายวัย 28 ปี พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนมากและสารเสพติดประเภทอื่นๆ
ปฏิบัติการภายใต้แผน "หนองคาย เมืองปลอดภัย 90 วัน"
การปฏิบัติครั้งนี้นำโดย ร้อยเอกพิชิตพล เคนดา ผู้บังคับกองร้อย ฉก.ทพ.2107 ฉก.ทพ.21 ซึ่งได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง จึงจัดกำลังลาดตระเวนและซุ่มเฝ้าพื้นที่จุดเสี่ยง จนสามารถตรวจพบเรือหางยาวข้ามมาจากฝั่ง สปป.ลาว จอดเทียบริมตลิ่ง ก่อนจะมีผู้ชายลงมารับสิ่งของจากเรือนั้นและพยายามเคลื่อนย้ายขึ้นฝั่ง
การจับกุมและของกลาง
เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวตรวจค้น ผู้ต้องสงสัยเกิดอาการตื่นตกใจและทิ้งสิ่งของลงในโพรงหญ้าริมตลิ่ง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบเป็นยาบ้าและเรียกตัวผู้ต้องหาไว้สอบสวน รายงานระบุว่าผู้ถูกจับคือ นายพิพัฒน์พงศ์ พันเดช อายุ 28 ปี บ้านเดิมอยู่ตำบลบ้านจันทร์ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพนพิสัย ดำเนินคดีตามกฎหมาย
"ยาบ้าดังกล่าวเป็นของตน"
พนักงานสอบสวนตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการมีไว้เพื่อจำหน่ายและการครอบครองยาบ้าซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 รวมทั้งข้อหาการมีสารออกฤทธิ์ประเภท 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และความผิดเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
สถิติของกลาง
| รายการ | ปริมาณ |
|---|---|
| ยาบ้า | 7,000 เม็ด |
| ไอซ์ | 10.3 กรัม |
| คีตามีน | 1.8 กรัม |
หน่วยงานที่เข้าร่วมปฏิบัติการ
- กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (หน่วยเฉพาะกิจ)
- ร้อย.ฉก.ทพ.2107 ฉก.ทพ.21
- กองบังคับการควบคุมที่ 2 (ร.13)
- สถานีตำรวจภูธรโพนพิสัย
- ฝ่ายปกครองอำเภอโพนพิสัย
รายงานการปฏิบัติระบุชื่อผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องในการสั่งการและอำนวยการปฏิบัติ เช่น พลตรีมงคล หอทอง ซึ่งเป็นผู้บังคับกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี รวมถึงผู้บังคับบัญชาในระดับกองบังคับการและหน่วยเฉพาะกิจที่เกี่ยวข้อง โดยการจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามยาเสพติดตามมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่
บริบทความเสี่ยงชายแดนและผลกระทบต่อพื้นที่
พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงของอำเภอโพนพิสัยเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีความเสี่ยงต่อการลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ เนื่องจากมีจุดเทียบเรือและเส้นทางย่อยเชื่อมต่อกับฝั่ง สปป.ลาว การจับกุมครั้งนี้จึงสะท้อนถึงการระดมกำลังลาดตระเวนและการประสานงานระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อควบคุมการลำเลียงของผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและความปลอดภัยของประชาชน
เจ้าหน้าที่บอกว่าจะนำของกลางทั้งหมดไปตรวจนับและเก็บไว้เป็นพยานหลักฐาน ก่อนส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนการสืบสวนขยายผลยังคงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการติดตามเครือข่ายผู้ลักลอบและการสืบหาที่มาของยาเสพติดดังกล่าว
การปฏิบัติการครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณว่าหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยชายแดนและการปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการขยายมาตรการพิเศษเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น