วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด ศาลมีคำสั่งให้ยุติการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของเยาวชนจำนวน 3 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ประกาศจังหวัดร้อยเอ็ดที่เกี่ยวข้อง และพระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมโรคติดต่อ
สรุปสถานะคดีและเหตุผลการยุติ
ผู้ต้องหาในคดีนี้ระบุเป็นเยาวชน 3 ราย ได้แก่ กชกร, ธนันทร และ ธันยบูรณ์ (สงวนนามสกุล) ซึ่งถูกฟ้องในความผิดจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่เรียกว่า “คาร์ม็อบขบวนสะเดิด” ของกลุ่มในพื้นที่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 คดีได้มีการสืบพยานไปก่อนหน้านี้ และผู้ต้องหาปฏิเสธข้อกล่าวหา
ต่อมา ทนายความของจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดี โดยอาศัยบทบัญญัติในพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569 และมีมาตราที่กำหนดให้การกระทำบางประการที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองภายใต้ช่วงเวลาที่กำหนดเป็นการได้รับนิรโทษกรรม
ขั้นตอนในห้องพิจารณา
คำร้องถูกนำขึ้นพิจารณาและศาลได้ตรวจสอบความเห็นของโจทก์ ผู้พิพากษาหลักได้ขอเวลาปรึกษากับผู้บริหารศาล ก่อนจะกลับเข้าสู่ห้องพิจารณาและอ่านผลการพิจารณาว่าอัยการโจทก์ไม่มีความเห็นคัดค้านต่อคำร้องดังกล่าว
“สอบอัยการโจทก์แล้วไม่ค้าน”
จากการไม่คัดค้านดังกล่าว ศาลจึงออกคำสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามมาตราใน พ.ร.บ.ดังกล่าว
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ระบุหลักการนิรโทษกรรมต่อการแสดงออกทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และกำหนดให้ศาลที่รับฟ้องคดีดังกล่าวยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดี หากการกระทำดังกล่าวอยู่ในบัญชีท้ายของกฎหมาย
| ประเด็น | กฎหมายที่อ้างอิง |
|---|---|
| ความผิดตามคำฟ้อง | พ.ร.บ.โรคติดต่อ, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประกาศจังหวัดร้อยเอ็ด |
| เกณฑ์นิรโทษกรรม | พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 (มาตรา 7, 8) |
บริบทและผลกระทบต่อผู้ถูกกล่าวหา
คำสั่งของศาลทำให้คดีดังกล่าวถูกยกเลิกก่อนการอ่านคำพิพากษา ส่งผลให้เยาวชนทั้งสามพ้นจากสถานะผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาตามที่ฟ้องไว้ และไม่ถือว่ามีประวัติการกระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตราเกี่ยวกับนิรโทษกรรม
แม้ว่าศาลจะยุติคดี แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันดังกล่าวและกระบวนการสืบพยานก่อนหน้านั้นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกคดีที่ถูกนำขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมก่อนหน้านี้
มุมมองด้านกฎหมายและสังคม
การใช้บทบัญญัตินิรโทษกรรมในกรณีคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองมักเป็นประเด็นที่ถกเถียงในสังคม โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นว่าสมควรเพื่อการคลี่คลายความขัดแย้งและฟื้นฟูบรรยากาศสังคม ขณะเดียวกันก็มีความกังวลเกี่ยวกับหลักการความรับผิดชอบทางกฎหมายและการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำต่างๆ
ในระดับท้องถิ่น การยุติคดีครั้งนี้อาจส่งผลต่อแนวปฏิบัติของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการสืบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในอนาคต รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการทบทวนนโยบายและการใช้กฎหมายพิเศษในสถานการณ์ฉุกเฉิน
สิ่งที่ผู้สนใจควรติดตามต่อ
- การออกความเห็นเชิงนโยบายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการประยุกต์ใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
- ผลกระทบต่อคดีอื่นๆ ที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงและอยู่ระหว่างพิจารณา
- แนวทางการเยียวยาหรือข้อเรียกร้องจากฝ่ายที่อาจได้รับผลกระทบจากการชุมนุม
บทสรุปคือ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ดได้ยุติการพิจารณาคดีของเยาวชนทั้งสามเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าเหตุการณ์ที่ถูกฟ้องอยู่ในข่ายได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ การตัดสินครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในกรอบกฎหมายและเป็นจุดที่สังคมควรติดตามในประเด็นความสมดุลระหว่างการรักษาความสงบเรียบร้อยและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน