เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569 ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษาต่อคดีชายขับเจ็ตสกีบนถนนเพชรบุรีในช่วงที่เกิดน้ำท่วมขัง โดยศาลลงโทษจำเลยในคดีดังกล่าวตามฟ้องของพนักงานอัยการ ทั้งนี้จำเลยให้การรับสารภาพในการพิจารณาคดี
ข้อหาและผลคำพิพากษา
พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายศรณ์ เกตุศิริ ในความผิดฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่นอันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ในที่สาธารณสถาน ตามฟ้องคดีศาลหมายเลขดำ อ.5250/2569 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 ขณะจำเลยขับเจ็ตสกีบนถนนเพชรบุรีขณะน้ำท่วม เพื่อทำคอนเทนต์
ศาลพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 มีโทษจำคุกและปรับ ซึ่งเนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือการลงโทษเป็นดังนี้
| รายการ | คำพิพากษา (ก่อนลดโทษ) | คำพิพากษา (หลังลดโทษ) |
|---|---|---|
| จำคุก | 1 เดือน | 15 วัน (โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี) |
| ปรับ | 10,000 บาท | 5,000 บาท |
| มาตรการอื่น | — | คุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง และปฏิบัติกิจกรรมบริการสังคม 12 ชั่วโมง |
| ของกลาง | — | ศาลสั่งริบเจ็ตสกีที่ใช้กระทำความผิด |
กระบวนการสืบสวนและบริบทของคดี
ก่อนหน้านี้มีภาพและคลิปชายขับเจ็ตสกีลุยน้ำบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ บริเวณก่อนถึงแยกเอกมัยเหนือ ในช่วงที่กรุงเทพมหานครมีฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมขัง คลิปดังกล่าวเผยแพร่ในโลกออนไลน์และสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและติดตามตัวผู้ขับและผู้ถ่ายคอนเทนต์มาสอบสวน ทราบชื่อผู้ขับว่าเป็นนายศรณ์ พร้อมเจ็ตสกี 1 ลำ และผู้ถ่ายเป็นบุคคลชื่อว่าพราว ทั้งสองรับว่าเป็นผู้ปรากฏในคลิป เบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาในพฤติการณ์เกี่ยวกับการก่อความเดือดร้อนรำคาญและการกีดขวางการจราจรโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนผู้ถ่ายคลิถูกร้องทุกข์ในฐานะผู้สนับสนุน
คำชี้แจงของผู้ต้องหา
"แค่อยากสร้างรอยยิ้มให้ประชาชนที่กำลังประสบภัย" และแสดงความอ้างว่าเป็นนักเรียนนอกซึ่ง "ไม่ทราบวัฒนธรรมไทย"
คำกล่าวดังกล่าวปรากฏในระหว่างที่ผู้ต้องหาให้การกับพนักงานสอบสวนเป็นเหตุผลของการกระทำ อย่างไรก็ตามการอ้างเหตุผลเช่นนี้ไม่อาจยกเว้นการชี้มูลความผิดทางอาญาที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในที่สาธารณะ
ผลกระทบทางกฎหมายและข้อควรระวัง
คดีนี้ย้ำเตือนถึงหลักการว่า การทำคอนเทนต์ในที่สาธารณะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ผู้กระทำหากสร้างความวุ่นวายหรือกีดขวางการจราจรอาจถูกตั้งข้อหาทางอาญาและถูกลงโทษทั้งจำคุกและปรับ
- โทษจำคุก แม้ศาลให้รอการลงโทษ แต่หากผู้พ้นโทษภายในช่วงรอการลงโทษทำความผิดซ้ำ จะถูกบังคับใช้โทษเดิม
- การคุมประพฤติและรายงานตัว เป็นมาตรการติดตามเพื่อลดความเสี่ยงการกระทำซ้ำ
- การริบของกลาง เช่น เจ็ตสกี ตอกย้ำว่าผู้กระทำอาจสูญเสียทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิด
คดีนี้ยังสะท้อนการบริหารพื้นที่สาธารณะในยามเกิดภัยพิบัติและความรับผิดชอบของผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์สร้างคอนเทนต์ ที่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อสังคมโดยรวม เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการได้ดำเนินการตามขั้นตอนจนสู่การพิจารณาของศาลและคำพิพากษาที่มีผลเป็นบรรทัดฐานต่อไป