การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าทดลองโครงการต้นแบบการขนส่งสินค้าทางราง เส้นทาง ท่าเรือแหลมฉบัง–หนองคาย–ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเก็บข้อมูลการปฏิบัติงานจริงและพัฒนารูปแบบการให้บริการที่สามารถแข่งขันกับการขนส่งรูปแบบอื่นได้
วัตถุประสงค์และกรอบการทดลอง
โครงการทดลองดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อใช้การเดินรถจริงเป็นพื้นที่ศึกษาเชิงนโยบายและโมเดลธุรกิจ โดย สนข. ทำหน้าที่กำหนดกรอบการศึกษาและการประสานหน่วยงาน ขณะที่ รฟท. สนับสนุนด้านโครงข่ายและการบริหารจัดการระบบราง ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนยกระดับระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลักสำหรับการขนส่งสินค้าระยะไกลของประเทศ
รายละเอียดการทดลอง
การทดลองครั้งแรกใช้หัวรถจักรของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) (TPIPL) ลากจูงแคร่ของ รฟท. ขนส่งสินค้าหลากหลายประเภท ได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรมหนัก โดยออกวิ่งในเส้นทางจาก ท่าเรือแหลมฉบัง Port C ถึงหนองคาย แล้วกลับสู่ท่าเรือแหลมฉบัง
| ตัวชี้วัด | ข้อมูล |
|---|---|
| ระยะทาง | ประมาณ 718 กิโลเมตร |
| จำนวนตู้ | 48 ตู้ |
| ปริมาณสินค้า | 1,075 ตัน |
| ระยะเวลาเดินทาง | ประมาณ 18 ชั่วโมง |
ข้อมูลที่จะเก็บและการประเมินผล
ผู้เกี่ยวข้องระบุว่าจะเก็บข้อมูลเชิงปฏิบัติการในทุกขั้นตอน เพื่อนำมาวิเคราะห์ด้าน:
- ประสิทธิภาพการเดินขบวนและความสม่ำเสมอของเวลา
- ต้นทุนการขนส่งเมื่อเปรียบเทียบกับทางถนน
- ความต้องการของผู้ประกอบการและข้อจำกัดหรือ Pain Point ในการดำเนินการ
ผลการวิเคราะห์จะนำมาปรับรูปแบบการให้บริการทางรางทั้งในด้านราคา ความถี่การให้บริการ และการเชื่อมต่อด้วยระบบถนนที่ทำหน้าที่เป็น feeder ในช่วงต้นทางและปลายทาง
“มอบหมายให้ รฟท. ร่วมกับ สนข. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลจากการเดินรถจริงมาพัฒนารูปแบบการขนส่งสินค้าทางรางที่สามารถแข่งขันและตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้” — พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อหนองคาย
เส้นทางที่ทดลองเชื่อมท่าเรือสำคัญทางภาคตะวันออกกับชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยหนองคายมีบทบาทเป็นประตูการค้าชายแดนที่เชื่อมต่อกับ สปป.ลาว ปัจจุบัน รฟท. มีบริการขนส่งสินค้าข้ามแดนผ่านเส้นหนองคาย–ท่านาแล้งอยู่แล้ว ทำให้เส้นทางทดลองนี้มีศักยภาพในการศึกษาแนวทางการเชื่อมโยงการค้าทางทะเลกับช่องทางการค้าชายแดนและฐานการผลิตภายในประเทศ
การเปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้าร่วม
หนึ่งในจุดเน้นของโครงการคือนโยบายแบบ Open Access ที่ต้องการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงข่ายระบบรางมากขึ้นภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 การมีส่วนร่วมของเอกชนทั้งผู้ให้บริการหัวรถจักร ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ส่งออก-นำเข้า จะเป็นตัวชี้วัดว่ารูปแบบธุรกิจที่พัฒนาออกมามีความยืดหยุ่นและสร้างแรงจูงใจเพียงพอหรือไม่
ประเด็นที่ต้องจับตา
จากมุมมองทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการในพื้นที่และผู้ใช้บริการควรติดตามประเด็นต่อไปนี้:
- ต้นทุนโดยรวมเมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนนในเส้นทางเดียวกัน
- ความต่อเนื่องของตารางเวลาและความน่าเชื่อถือของการส่งมอบสินค้า
- มาตรการเชื่อมต่อระหว่างรถบรรทุกและรถไฟ (first/last mile) ที่จะทำให้บริการใช้งานได้จริง
การทดลองเดินรถต้นแบบนี้จึงไม่ใช่เพียงการทดสอบขบวนเดียว แต่เป็นการสร้างข้อมูลพื้นฐานเพื่อออกแบบระบบและโมเดลธุรกิจที่อาจเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างท่าเรือกับพื้นที่เศรษฐกิจภายในประเทศและช่องทางการค้าชายแดน หากการทดลองให้ผลเป็นบวก ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายเครือข่ายการขนส่งทางรางที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความหลากหลายให้ภาคโลจิสติกส์ของไทย