จังหวัดอุทัยธานีเผชิญปัญหาราคาน้ำมันขายปลีกปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยทีมข่าวตรวจสอบที่บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. สามแยกสะแกกรัง ในตัวเมือง พบว่าราคาดีเซลเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 40.14 บาทต่อหนึ่งลิตร ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่าขนส่งแล้ว ขณะที่ราคาขายในกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 39.84 บาทต่อหนึ่งลิตร
ผลกระทบต่อเกษตรกรและการทำงานในท้องถิ่น
การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลทันทีต่อเกษตรกรผู้ทำนาในพื้นที่ รายหนึ่งต้องขี่รถจักรยานยนต์เดินทางจากพื้นที่ห่างไกลกว่า 20 กิโลเมตรเพื่อนำถังน้ำมันขนาด 5 ลิตร จำนวนสองถังมาซื้อเติมเครื่องสูบน้ำเข้าสำหรับการทำนาและเตรียมดิน บ่งชี้ว่าค่าใช้จ่ายด้านพลังงานกลายเป็นภาระสำคัญที่เพิ่มขึ้นในรอบการผลิต
เกษตรกรหลายรายระบุว่าต้นทุนการทำเกษตรพุ่งขึ้นทั้งจากราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่เพิ่ม ทำให้กำไรที่เคยมีอยู่ลดลงจนแทบไม่เหลือ ขณะที่บางรายต้องรัดเข็มขัด ลดการใช้เครื่องจักรหรือเลื่อนการดำเนินงานบางอย่างออกไป
แม่ค้ารถพุ่มพวงขาดสภาพคล่อง หวั่นกระทบราคาสินค้า
กลุ่มแม่ค้ารถพุ่มพวงซึ่งใช้รถจักรยานยนต์บรรทุกผลผลิต ผักสด เนื้อสัตว์ และอาหารปรุงสำเร็จ ออกขายตามชุมชน ก็ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการกลุ่มนี้บอกว่าต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ไม่กล้าขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากกลัวลูกค้าซื้อไม่ออก ทำให้กำไรหดตัวหรือบางกรณีต้องขายแบบเกือบทบต้น
- ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นโดยรวมประมาณ 0.70–0.80 บาทต่อลิตรตามการสำรวจท้องถิ่น
- เกษตรกรบางส่วนต้องขนถังน้ำมันขนาด 5 ลิตรมาเติม เพิ่มความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง
- แม่ค้ารถพุ่มพวงต้องเลือกว่าจะลดปริมาณสินค้าหรือคงราคาไว้เพื่อลดแรงกดดันลูกค้าประจำ
ผู้ค้ารายหนึ่งอธิบายว่าแม้จะพยายามประหยัด แต่ต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นทำให้ต้องพิจารณาเส้นทางการขายและปริมาณที่นำออกมาจำหน่าย ขณะเดียวกันลูกค้าที่มีรายได้น้อยก็ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาสินค้าอาหารสด
ภาพรวมราคาเชื้อเพลิงในพื้นที่
| พื้นที่ | ราคาดีเซล (บาท/ลิตร) |
|---|---|
| อุทัยธานี (ปั๊มท้องถิ่น) | 40.14 |
| กรุงเทพฯ (ราคาอ้างอิง) | 39.84 |
จากตัวเลขข้างต้นจะเห็นว่าราคาหน้าปั๊มในอุทัยธานีสูงกว่าอ้างอิงในกรุงเทพฯ เล็กน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากค่าขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ในต่างจังหวัดที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการขนส่งและร้านค้ารายย่อยต้องสะท้อนต้นทุนแท้จริงเข้าสู่การบริหารจัดการสินค้า
ทางเลือกและความจำเป็นของมาตรการช่วยเหลือ
ภายใต้สถานการณ์นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับจังหวัดและกระทรวงที่ดูแลด้านพลังงานและเกษตรอาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น การจัดสรรน้ำมันสำหรับภาคเกษตรในช่วงฤดูทำนา การให้ข้อมูลช่องทางจัดซื้อที่คุ้มค่า หรือการสนับสนุนสินเชื่อระยะสั้นเพื่อรักษาสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย
สำหรับประชาชนทั่วไป การปรับตัวเชิงปฏิบัติ เช่น การวางแผนเส้นทางการขนส่ง การรวมกลุ่มซื้อวัตถุดิบ และการใช้เทคโนโลยีหรือวิธีการทำนาที่ประหยัดพลังงาน อาจช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนในระยะสั้นได้
ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันยังเปลี่ยนแปลงอยู่ ชุมชนเกษตรกรรมและกลุ่มผู้ประกอบการค้าขายย่อมเฝ้าติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้มีมาตรการบรรเทาที่เหมาะสมเพื่อรักษาอาชีพและความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่